ซูจิ่งสิงงงไปกับอ้อมกอดที่จู่ ๆ เธอก็โผเข้ามา แถมยังเรียกเขาซึ่งเป็นพี่ชายคนรองอย่างสนิทสนมเสียจนแทบจะหวานหยดย้อย แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นยิ้มดีใจและกอดเธอไว้แน่น พลางจูบลงบนเส้นผมอย่างเอ็นดู “พี่อยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัวนะเหยียนเหยียน~”
“พ่อแม่ พี่ใหญ่ เห็นหรือยัง? คนแรกที่เหยียนเหยียนนึกถึงหลังฟื้นก็คือผม แสดงว่าผมสำคัญที่สุดในใจเธอแล้ว!”
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ดังลั่นของซูชิงเหยียนกับคำพูดหยอกล้อโอ้อวดของซูจิ่งสิง ทุกคนในครอบครัวก็พากันโล่งใจ ดีที่เธอไม่เป็นอะไร
“เหยียนเหยียน อย่าคิดถึงแต่พี่รองสิ ยังมีผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกด้วยนะ! คราวนี้ลูกตกน้ำในสวนด้านหลัง โชคดีที่เวินเจ๋อเห็นเข้าแล้วช่วยขึ้นมาได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น...”
ซูรุ่ยผิงเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง พลางดึงซ่งเวินเจ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้ามาใกล้ ขณะที่ซูชิงเหยียนเงยหน้าขึ้นจากอ้อมแขนของพี่ชายคนรอง พอเห็นซ่งเวินเจ๋อ แววตาตื่นเต้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังในพริบตา
ข้างกายเขายังมีสวี่มู่เวยยืนอยู่ สีหน้าเสแสร้งเต็มประดา
ชู้รักใจอำมหิตคู่นี้หลอกลวงและฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยม ชาตินี้เธอไม่มีวันยกโทษให้พวกเขาเด็ดขาด!
น้ำตาบดบังความเกลียดชังเข้มข้นในดวงตาของเธอ จึงไม่มีใครสังเกตเห็น
ซ่งเวินเจ๋อนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือมาลูบผมเธอ “แค่ช่วยนิดหน่อยเองครับ คุณลุงไม่ต้องเกรงใจ ขอแค่เหยียนเหยียนปลอดภัย ผมก็วางใจแล้ว”
ซูชิงเหยียนทำหน้าเกลียดชัง กำลังจะปัดมือเขาออก แต่กลับเห็นว่าใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกชุ่มของเขาไม่มีอะไรเลย
ชาติที่แล้วเธอพลัดตกน้ำในสวนด้านหลัง พอถูกช่วยขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ ได้ยินจากคนอื่นเพียงว่าซ่งเวินเจ๋อเสี่ยงชีวิตช่วยเธอไว้ นับแต่นั้นเธอก็ปักใจรักเขาอย่างหมดหัวใจ จนถอนตัวไม่ขึ้น
แต่ชาตินี้กลับมีความทรงจำตอนตกลงไปในทะเลสาบผุดขึ้นมาในหัว
ตอนนั้นเธอดิ้นรนสุดชีวิตอยู่ในน้ำเย็นเยียบ ขณะที่สติใกล้จะดับวูบ แขนแข็งแรงคู่หนึ่งก็โอบเธอเข้ามาในอ้อมกอดอย่างฉับพลัน แรงเหวี่ยงทำให้ริมฝีปากของเธอพุ่งชนแผงอกของคนคนนั้นอย่างควบคุมไม่ได้ พอดีกับที่จูบลงบนรอยสักรูปดอกไอริสตรงหน้าอกของเขา
แต่บนแผงอกของซ่งเวินเจ๋อไม่มีรอยสักรูปดอกไอริสเลย เพราะฉะนั้นเขาไม่ใช่คนที่ช่วยเธอไว้!
จริงด้วย คนที่วางแผนหลอกลวงความรักของเธอ ชิงทรัพย์สินของครอบครัว และพรากชีวิตเธอไป จะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยเธอได้อย่างไร?
ที่แท้เธอก็เข้าใจผิดมาตั้งแต่แรก ผิดอย่างมหันต์
แต่ถ้าคนที่ช่วยเธอไม่ใช่เขา แล้วเป็นใครกัน?
ซูชิงเหยียนเงยหน้าขึ้น แล้วจึงเห็นว่ารอบตัวนอกจากคนในครอบครัว ยังมีแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงอีกกลุ่มหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนที่ยืนรายล้อม ร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา เพียงแวบเดียวก็สะกดสายตาเธอไว้ได้
ลู่ถิงเฉิน?!
พอสบตากันโดยไม่ทันตั้งตัว ซูชิงเหยียนก็อดสะท้านขึ้นมาไม่ได้
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นเช่นกัน คิ้วเรียวขมวดลงเล็กน้อย ขนตาหนาทอดเงาบดบังแววตาลึกล้ำมืดมน มือกำแน่น ก่อนจะจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“อือ...”
ซูชิงเหยียนอยากเรียกเขาไว้ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นเพียงเสียงครางแผ่วเบา
ซูจิ่งสิงถาม “เหยียนเหยียน เป็นอะไรไป? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“เปล่า”
ที่แท้ชาติที่แล้วลู่ถิงเฉินก็มาร่วมงานฉลองบรรลุนิติภาวะของเธอด้วย แต่เธอกลับไม่เคยสังเกตเห็นเลย...
เมื่อครู่พอเห็นเขา ภาพที่เขาทรมานฆ่าชู้รักคู่นั้นอย่างโหดเหี้ยมก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอเลยตกใจจนสะดุ้ง เขาคงเข้าใจผิดแล้วแน่ ๆ
ถึงตอนนี้เขาจะตกเป็นข่าวลือจนชื่อเสียงของเขาทำให้คนทั้งเมืองหลวงหวาดผวา แต่คนทั้งโลกจะกลัวเขาก็ได้ ยกเว้นเธอ เพราะเขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยเธอชำระแค้นครั้งใหญ่
“แม่คะ หนูอยากไปห้องน้ำ”
“ได้สิ ให้มู่เวยไปเป็นเพื่อนนะ”
“พี่คะ เดี๋ยวฉันประคอง...” สวี่มู่เวยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นห่วง แต่เพิ่งเอ่ยได้ไม่ทันไร ซูชิงเหยียนก็ปฏิเสธ
“ไม่ต้อง!”
เธอชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้า
พอออกจากห้อง ซูชิงเหยียนก็รีบตามร่างของลู่ถิงเฉินไป แต่ชายหนุ่มขายาวและเดินเร็ว ไม่นานก็หายไปจากสายตา
“ทำไมเดินเร็วขนาดนั้นนะ?”
โดยไม่รู้ตัว เธอตามมาถึงสวนด้านหลัง พอกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วไม่พบเขา ก็หันหลังกลับอย่างผิดหวัง ทว่าขากลับไปสะดุดก้อนหินเข้าอย่างจัง
“อ๊ะ~”
หญิงสาวร้องเสียงหลง กำลังจะยันตัวลุกขึ้น รองเท้าหนังสีดำขลับคู่หนึ่งก็ปรากฏตรงหน้า เธอไล่สายตาขึ้นไปตามรองเท้า...ลู่ถิงเฉิน?!
ชายหนุ่มยืนหันหลังให้แสง ไม่ได้มองเธอ เพียงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันจะเรียกคนมาช่วย”
“เดี๋ยว ไม่ต้อง!”
ซูชิงเหยียนตาเป็นประกาย รีบคว้าขากางเกงสีดำของเขาไว้ “คุณก็อยู่ตรงนี้แล้วนี่คะ รบกวน...คุณลู่ช่วยดึงฉันขึ้นหน่อยได้ไหม?”
จู่ ๆ ปลายขากางเกงก็ถูกดึงไว้ ร่างของลู่ถิงเฉินชะงักแข็งทื่อไปเล็กน้อย
เขาค่อย ๆ ก้มหน้ามองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนพื้นและกำลังยิ้มให้ ลักยิ้มตื้น ๆ โค้งอยู่ข้างริมฝีปาก ดวงตาคู่สวยเป็นประกายระยับ แม้มีเงามืดบดบังก็ยังเปล่งแสงราวกับดวงอาทิตย์ดวงน้อย
สว่างจ้าจนชวนให้ตาพร่า
เขาเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะโน้มตัวลงหมายจะดึงแขนเธอขึ้นมา แต่ซูชิงเหยียนกลับโอบคอเขาไว้ตามธรรมชาติ แล้วเอ่ยขอบคุณอย่างร่าเริง “ขอบ...”
คำว่า “ขอบคุณ” ยังไม่ทันหลุดจากปาก เธอก็รู้สึกว่าร่างวูบต่ำลง เกือบตกลงไป รีบกอดเขาแน่นกว่าเดิมทันที
“คุณ...อุ้มฉันไม่ไหวเหรอคะ?”
เธอมองมือของลู่ถิงเฉินที่คลายออกเล็กน้อยด้วยความสงสัย
ล้อเล่นหรือเปล่า เธอเห็นกับตาว่าเขาเคยยกซ่งเวินเจ๋อที่หนักเกิน 70 กิโลกรัมขึ้นด้วยมือข้างเดียวบนดาดฟ้าตึกแฝด แล้วตอนนี้จะอุ้มเธอที่หนักไม่ถึง 45 กิโลกรัมไม่ไหวได้ยังไง?
ยิ่งกว่านั้น ตอนที่เขาอุ้มเธอขึ้นมาจากหลุมศพ ท่าทางเขายังชำนาญมากเลย
หญิงสาวจ้องเขาตรง ๆ ดวงตาสวยพราวไปด้วยแววสงสัย ลู่ถิงเฉินเม้มริมฝีปากบาง ก่อนจะเบือนสายตาไปเล็กน้อย แล้วช้อนตัวเธอขึ้นมาในอ้อมแขน
ร่างของซูชิงเหยียนลอยขึ้นจากพื้นในพริบตา เธอได้สัมผัสความหล่อเหลาราวกับภาพฝันของเขาอย่างใกล้ชิด
