* อ่านคำเตือนล่วงหน้าได้ในบทบอกกล่าวจากผู้เขียน
︎ᝰ✍︎꙳⋆
……
ปลายเดือนกรกฎาคม ปี 2020
“จดหมายตอบรับของนักเรียนเจียงหรัน อ้าว มหาวิทยาลัยเหลียวหนิงนี่นา คะแนนดีใช้ได้นี่ รับไปเลย!”
คำพูดของพี่สาวที่สถานีไปรษณีย์ทำให้มุมปากของว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยป้ายแดงยกขึ้น เจียงหรันรีบยื่นมือไปรับ จับได้แล้วแต่กลับดึงไม่ออก เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วสบเข้ากับสายตาประหลาดใจของผู้ดูแลสถานีไปรษณีย์
“คุณ...คือเจียงหรันเหรอ?”
“แน่นอนสิ!” เจียงหรันรีบดึงจดหมายตอบรับของตัวเองออกมา แล้วออกวิ่งสุดฝีเท้ากลับบ้าน
ผู้ดูแลสถานีไปรษณีย์เห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นจะไล่ตาม “ยัยบื้อนั่นทำไม...” พูดยังไม่ทันจบ เธอก็ชะงักไป สายตาประหลาดใจแปรเปลี่ยนเป็นเลื่อนลอยอีกครั้ง
“เอ๊ะ ฉันลุกขึ้นมาทำไม...”
คิดไม่ออก ผู้ดูแลสถานีไปรษณีย์จึงส่ายหน้า ย่อตัวลงจัดพัสดุต่อ
เจียงหรันไม่มีเวลาสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นข้างหลัง ในหัวมีแต่ความตื่นเต้นที่สอบได้เกินคาด หัวใจร้อนผ่าว อยากประกาศให้คนทั้งโลกรู้
คิดแล้วก็ทำจริง เธอเบิกตากว้าง กวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ก็แปลกนัก ปกติจะมีคนแก่ทั้งชายหญิงนั่งคุยกันบนม้านั่งยาวในหมู่บ้าน วันนี้กลับไม่มีสักคน
แม้แต่เบาะรองนั่งลายดอกไม้ที่วางทิ้งไว้เป็นประจำก็หายไปด้วย สะอาดเกินเหตุ ราวกับไม่เคยมีใครอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน
“หมู่บ้านจ้างคนมาทำความสะอาดตั้งแต่เมื่อไรกัน?” ว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยได้แต่จำใจข่มความอยากเล่าให้ใครต่อใครฟังเอาไว้
ช่างเถอะ กลับไปเล่าให้พี่ชายฟังดีกว่า
เธอส่ายหน้า มือถือจดหมายตอบรับ ปลายเท้าราวกับติดกงล้อไฟ พริบตาเดียวก็มาถึงชั้นหนึ่ง กวาดตามองลิฟต์ที่แสดงว่าจอดอยู่ชั้นใต้ดินสอง ขี้เกียจรอจึงหันไปวิ่งขึ้นบันได โดยไม่ทันสังเกตว่าเลขสีแดง “-2” บนลิฟต์กะพริบสองครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “0”
เธอวิ่งขึ้นบันไดทีละสามขั้น พรวดเดียวก็มาถึงหน้าประตูบ้านชั้นสิบสามโดยไม่หอบและไม่หน้าแดง
ประตูสีน้ำตาลแดงตรงหน้าปิดสนิท กรอบประตูติดกลอนคู่สีแดง ตรงกลางยังมีภาพวาดด้วยมือเล็ก ๆ สองภาพ เป็นฝีมือพี่ชายของเธอ ภาพหนึ่งอยู่ซ้าย อีกภาพอยู่ขวา ทั้งคู่สวมชุดเกราะ มือถือดาบ คิ้วตาคมกริบ
เป็นฉินเหลียงอวี๋กับมู่กุ้ยอิง
คงเพราะฝีมือวาดดีเกินไป คนในภาพจึงดูราวกับมีชีวิต เจียงหรันรู้สึกอยู่ตลอดว่าภาพวาดกำลังมองคน จึงหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว ยืนตัวตรงอยู่หน้าประตูอย่างเรียบร้อย
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า กุญแจทิ่มมืออยู่หน่อย ๆ แต่จดหมายตอบรับนี่กลับเด่นชัดจนเกินไป...
เจียงหรันหยุดอีกครั้ง
ว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยแสยะยิ้ม มุมปากเฉียงเป็นรูปเครื่องหมายไนกี้
ในอินเทอร์เน็ตเขาว่ากันว่า ว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยหลังสอบเกาเข่าเสร็จ ก็มีฐานะไม่ต่างจากฮ่องเต้
ประตูอะไรกัน ยังต้องให้ข้าเปิดเองอีกหรือ?
เจียงหรันยกมือขึ้นโดยไม่สนใจเทพเฝ้าประตู แล้วเคาะประตูอย่างหนักแน่น ปัง ๆ ๆ
“พี่ชายอยู่ไหน? ยังไม่รีบมาเปิดประตูให้ข้าอีก!”
“เอี๊ยด...”
ประตูเปิดออก ภายในบ้านมืดสลัว
เวลาหกโมงเย็น เดือนกรกฎาคมทางเหนือ ดวงอาทิตย์ยังไม่ตก ฟ้ายังสว่างจ้า แต่พี่ชายของเธอกลับรูดม่านทุกบานในบ้านปิดสนิท ทั้งยังไม่เปิดไฟอีกด้วย
ใบหน้าของชายหนุ่มซ่อนอยู่ในความมืด มองเห็นไม่ชัด
เจียงหรันทำราวกับไม่ทันสังเกตเห็น เธอเปลี่ยนรองเท้าเดินเข้าบ้าน ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะปิดประตู เธอก็ชูจดหมายตอบรับขึ้นสูง “แค่ก ๆ ข้าได้รับข่าวว่าเดือนกันยายนจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเหลียวหนิง...”
พูดยังไม่ทันจบ หางตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางสองใบวางชิดกำแพง
“พี่จัดกระเป๋าให้หนูเรียบร้อยแล้วเหรอ? นี่เพิ่งเดือนกรกฎาคมเองนะ!”
อินเทอร์เน็ตพูดถูกจริง ๆ ชีวิตฮ่องเต้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน แบบนี้ก็ขอเงินค่าขนมพี่ชายตั้งยี่สิบหยวนไปใช้จ่ายให้หนำใจเลย!
เจียงหรันยิ้มหน้าบาน คำขอเงินค่าขนมจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันพูด เสียงของชายหนุ่มก็กระแทกคำพูดนั้นกลับลงไป
“ฉันไม่ใช่พี่ชายของเธอ ต่อจากนี้ก็ดูแลตัวเองให้ดี ฉันไปแล้ว”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ไม่สนว่าเจียงหรันจะเข้าใจหรือไม่ ลากกระเป๋าเดินทางออกไป
ตอนเขาเดินไปถึงหน้าประตู เจียงหรันยังยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม จนกระทั่งประตูกำลังจะปิด จดหมายตอบรับร่วงแปะลงบนพื้น เธอถึงได้สติ แล้วรีบวิ่งตามไปทันที
“พี่? พี่! โตมาจนป่านนี้ก็มีแค่หนูกับพี่ แล้วพี่จะไม่ใช่พี่ชายหนูได้ยังไง กลับมาก่อน!!!”
เจียงหรันวิ่งเร็วมาก พลางตะโกนไปด้วย แต่รองเท้าแตะของเธอหลุดไปข้างหนึ่งแล้ว เงาหลังของชายหนุ่มก็ยังอยู่ห่างจากเธอในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเหมือนเดิม
เธอไล่ตาม วิ่งไป พลางสับสนงุนงงไปทั้งหัว
เมื่อวานเขายังจัดงานวันเกิดอายุสิบแปดให้เธออยู่เลย เช้าวันนี้เธอยังเห็นพี่ชายช่วยป้อนข้าวเจ้าหมาน้อยของเธอ ทั้งยังกำชับว่าเลี้ยงหมาเองแล้วก็อย่าลืมให้อาหารมันด้วย...
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
เจียงหรันรู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิด เธอหยุดฝีเท้า แล้วตะโกนใส่เงาด้านหน้าเสียงดังลั่น
“พี่พูดให้รู้เรื่องสิ!!!”
ชายหนุ่มที่ลากกระเป๋าเดินทางชะงักฝีเท้า ท้ายที่สุดก็ไม่ได้หันกลับมา เพียงพูดกับเธอว่า
“เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าลืมให้อาหารหมา”
เสียงคุ้นหูดังมาถึงเจียงหรัน ทำให้เธอสงสัยว่าตัวเองฟังผิด “หนูไม่ได้ให้พี่พูดเรื่องนี้สักหน่อย มีอะไรก็พูดมาสิ!”
หลังตะโกนออกไป ลมก็พัดวูบหนึ่ง เจียงหรันหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตรงหน้าก็ว่างเปล่า ไม่มีเงาคนอยู่เลย
เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ มองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง เท้าข้างหนึ่งเปลือยเปล่า อีกข้างสวมรองเท้าแตะ เธอขยี้ตาแรง ๆ หลับตาแล้วลืมตาขึ้นซ้ำไปซ้ำมา จนขอบตาแดงช้ำ แต่ตรงหน้าก็ยังไม่มีอะไรเลย
คนลากกระเป๋าเดินทางสองใบจะวิ่งเร็วขนาดนั้นได้ยังไง?
เจียงหรันรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
ความคิดในหัวปั่นป่วนไปหมด ปวดตึบจนแทบระเบิดก็ยังคิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่เพิ่งได้มาเมื่อเดือนก่อนในกระเป๋ากางเกงสั่นขึ้นครั้งหนึ่ง และดึงสติที่ยังมึนงงของเธอกลับมา
เจียงหรันลนลานหยิบโทรศัพท์ออกมา กดโทรไปยังหมายเลขเดียวที่มีอยู่ในสมุดรายชื่อ
โทรศัพท์เครื่องนี้พี่ชายพาเธอไปซื้อในวันที่สอบเกาเข่าเสร็จ หลังซื้อมาได้ไม่นาน เบอร์โทรศัพท์ของพี่ชายก็ถูกบันทึกไว้เป็นเบอร์แรก
“ตู๊ด ๆ ๆ...”
เสียงสายไม่ว่างดังราวกับเสียงกลองที่กระแทกลงกลางใจ หัวใจของเจียงหรันแขวนค้างอยู่สูงลิ่ว—
“ขออภัย หมายเลขที่ท่านเรียกไม่มีผู้ใช้...”
เสียงผู้หญิงดังขึ้น หัวใจที่แขวนค้างของเธอพลันตายสนิท
เจียงหรันปล่อยมือที่ถือโทรศัพท์ลง ถอนหายใจแรง ๆ หนึ่งเฮือก วินาทีต่อมาก็ฮึดสู้ขึ้นมา เธอแยกทิศทาง แล้วหันกลับไปหารองเท้าแตะที่วิ่งหลุด ก่อนจะสวมมันกลับเข้าไป
เธอไม่ได้กลับบ้าน แต่เดินตรงไปยังสถานีตำรวจ
หาใครไม่เจอ ก็แจ้งตำรวจสิ
…………
“คุณบอกว่าพี่ชายหายตัวไป สงสัยว่าถูกแก๊งผิดกฎหมายหลอกไปเมียนมาเหนือให้โทรศัพท์หลอกลวงคนอื่นเหรอ?” ตำรวจวางปากกาลง แล้วพิจารณาว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยตรงหน้าอย่างจริงจัง
รูปร่างเพรียวสูง สวมเสื้อฮู้ดสีเทาอ่อนกับกางเกงคาร์โก้ ผมซอยสั้นประบ่าแล้วรวบครึ่งหัว ใบหน้าคมเข้มแต่ถูกความเป็นนักเรียนกลบให้อ่อนลง ไม่ว่าอย่างไรก็ดูเป็นนักเรียนคนหนึ่ง จะว่าไปแล้วมีตรงไหนผิดปกติ...
ก็คงเป็นดวงตาคู่นั้น—ดำเกินไปหน่อย
“ใช่ค่ะ”
เจียงหรันพยักหน้าอย่างจริงจัง แววตาใสกระจ่าง
ตำรวจยิ้ม ดวงตาจะดำแค่ไหน ก็เป็นแค่เด็กที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะเท่านั้น
เธอก้มมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งแสดงข้อมูลพลเมืองขึ้นมา แวะสายตาที่ช่องสมาชิกในครอบครัวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เลื่อนผ่านไปอย่างแนบเนียน
สิบแปดปี...ก็ใช่ว่าจะตัดความเป็นไปได้ที่มีปัญหาทางจิตใจทิ้งไปได้
เธอลุกขึ้น หยิบแก้วน้ำใช้แล้วทิ้งมารินน้ำอุ่นให้เจียงหรัน น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นอีก “ได้ ฉันเข้าใจแล้ว พี่ชายที่คุณพูดถึงเป็นพี่ชายแท้ ๆ หรือเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากจนเหมือนพี่ชาย?”
คำถามของตำรวจทำให้เจียงหรันชะงักไป
ข้อมูลพื้นฐานของพลเมืองน่าจะถูกบันทึกไว้ในระบบของหน่วยงานตำรวจทั้งหมด เมื่อครู่พอตรวจบัตรประชาชนของเธอ ข้อมูลของพี่ชายก็น่าจะปรากฏขึ้นมาด้วยสิ
“พี่ชายแท้ ๆ ของฉันค่ะ”
“ได้”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจียงหรันคิดไปเองหรือเปล่า ท่าทีของตำรวจดูอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม ระหว่างพูดยังแฝงความหมายปลอบประโลมอยู่บ้าง
“ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือหาตัวเขาให้เจอ คุณลองบอกฉันอีกทีว่าเขาชื่ออะไร? หน้าตาเป็นยังไง? อายุเท่าไร? ปกติทำงานที่ไหน?”
“พี่ชายฉันชื่อ...ชื่อ...”
เจียงหรันกะพริบตา เสียงพลันติดขัดขึ้นมา
ภาพที่ชัดเจนในหัวค่อย ๆ พร่าเลือน ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความงุนงง
พี่ชาย ชื่ออะไรนะ...
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ความหวาดกลัวก็ทะลักขึ้นในใจเจียงหรันอย่างฉับพลัน หากพี่ชายไม่ใช่พี่ชาย—แล้วชีวิตตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาของเธอ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า...
