หนิงซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววไม่พอใจ เอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า “ไม่เหมือนกันหรือไง”
“ฮ่าๆ ชามที่เธอยกน่ะยังร้อนอยู่เลย ส่วนชามนี่พอดีแล้ว”
เถียนกุ้ยหลันเองก็เพิ่งเคยทำเรื่องต่ำๆ อย่างนี้เป็นครั้งแรก สีหน้าจึงค่อนข้างแข็งทื่อ ตอนที่ยกชามซุปไก่อีกใบหนึ่งส่งให้หนิงซี นิ้วมือยังสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้
“แม่กลัวจะลวกเอาน่ะ เธอตัวบางเนื้ออ่อน”
“ก็ได้”
ดวงตางามดั่งสายน้ำของหนิงซีกระเพื่อมไหวเล็กน้อย ก่อนจะวางชามซุปไก่ที่ยกขึ้นก่อนลงตามอำเภอใจ
“ค่อยดื่มทีหลัง กับข้าวกันก่อนดีกว่า ฉันหิวแล้ว”
พูดพลาง นางก็เหลือบมองเฉาซินโหรวที่ยืนทื่อเหมือนตอไม้อยู่ข้างๆ แล้วขมวดคิ้ว
“ไปหยิบตะเกียบในครัวสิ มาอาศัยบ้านคนอื่นกินฟรีอยู่ได้ แล้วยังไม่มีน้ำใจเอาซะเลย ไม่รู้พ่อแม่เธออบรมสั่งสอนกันมายังไง ไอคิวสองร้อยห้าสิบ อีคิวศูนย์สนิท จะจ้องฉันทำไม ฉันเป็นตะเกียบหรือไง”
เฉาซินโหรวหยิ่งในศักดิ์ศรีมาโดยตลอด
การถูกหนิงซีด่าต่อหน้าเจียงเฉิงเป่ย์เช่นนี้ นางต้องอดทนจนกระดูกทั่วร่างแทบแตกหัก
นางกัดริมฝีปากอย่างน้อยอกน้อยใจ แล้วปรายตามองเจียงเฉิงเป่ย์ด้วยสีหน้าเว้าวอน พลางกล่าวเสียงอ่อย “เดี๋ยวหนูไปก็ได้”
“ร้องไห้ให้เสร็จก่อนค่อยออกมานะ ซวยจริง”
ภาพลักษณ์เดิมของหนิงซีในบ้านตระกูลเจียงคือเอาแต่ใจและนิสัยคุณหนูปากร้าย อีกทั้งสัมพันธ์ระหว่างหนิงซีกับเฉาซินโหรวก็ย่ำแย่อยู่แล้ว เถียนกุ้ยหลันจึงไม่ได้แปลกใจ มองเฉาซินโหรวปราดหนึ่งแล้วเดินตามนางเข้าไปในครัว
