การคุกเข่าและโหยหวนของหานเถิง ประหนึ่งน้ำเย็นหยดลงในน้ำมันเดือด ชาวบ้านที่มุงดูอยู่โดยรอบพลันแตกตื่นโกลาหล
“องค์ชายเจ็ด? องค์ชายของฮ่องเต้?!”
“สวรรค์เอ๋ย! ข้าพึ่งเคยเห็นองค์ชายเป็นครั้งแรก!”
“ใครจะเหมือนเล่า! เหตุใดองค์ชายจึงเสด็จมาถึงจีหยางฝู่ของพวกเรา?”
องค์ชาย? หานเผิงเฟยที่ถูกเซียวเอ้อร์ทุบจนหน้าบวมปูดดั่งหัวหมู บัดนี้ลืมร้องเจ็บไปเสียแล้ว ลูกตาเบิกโพลงแทบถลนออกนอกเบ้า ในหัวเหลือเพียงสองคำ จบสิ้นแล้ว
เซียวเจ๋อก้มมองหานเถิง “ท่านหาน ช่างมีบารมีขุนนางยิ่งใหญ่นัก”
ชุดขุนนางด้านหลังของหานเถิงพลันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ หมอบราบกับพื้น ฟันกระทบกันกึกๆ “ข้าน้อยมิกล้า! ข้าน้อยมีตาแต่ไร้แวว ล่วงเกินองค์ชาย โทษถึงตายหมื่นครั้ง!”
ถวนถวนมองเสื้อเกราะขนนกทองคำในมือ “นี่เป็นของบ้านเจ้าหรือ?”
หานเถิงรีบตอบ “ใช่! เป็นมรดกตกทอดของข้าน้อย…”
“ตกทอดผีอะไรของเจ้า!” เซียวเอ้อร์เอ่ยขัดอย่างไม่สบอารมณ์ “ตระกูลเจ้าแต่บรรพบุรุษเป็นแม่ทัพหรือ? หรือเป็นสำนักยุทธภพ? เหตุใดจึงมีของตกทอดเช่นนี้?”
ยามนี้หานเถิงยังไม่รู้ว่าตนถูกบุตรชายขายเสียแล้ว ริมฝีปากสั่นระริก ยังคิดจะโต้เถียงต่อไป
ทันใดนั้นเองบนท้องฟ้าดังสนั่น “เปรี้ยง——!!!”
แสงไฟสีขาวน่าสยดสยองสายหนึ่ง ไร้ลางบอกเหตุใดๆ ฉีกทลายยามโพล้เพล้อันร้อนระอุและอบอ้าว สาดใบหน้าทุกคนให้ซีดขาว
“ตูม!!!”
เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นอีกครั้ง สะเทือนจนเยื่อแก้วหูอื้ออึง พื้นดินใต้เท้าดูเหมือนจะสั่นสะเทือน
ผู้คนต่างพากันหดคอด้วยความตกใจกลัวต่อฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นี้ หวาดตื่นไปทั่ว
“เสียงอะไร?”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ฝนจะตกหรือ?”
ถวนถวนเงยหน้ามองไปรอบๆ มือเล็กๆ ชี้ไปทางหนึ่ง ร้องตะโกนเสียงดัง “ดูนั่น!”
