บนกำแพงด้านหนึ่งของสวนในวังอ๋อง สลักเป็นช่องลวดลายโปร่งมากมาย ทั้งหมดเป็นรูปดอกเหมย ช่องโปร่งส่วนใหญ่บอบบางเล็กนัก ทว่ามีช่องว่างกว้างใหญ่หลายแห่ง มองจากไกลเหมือนภาพวาดดอกเหมย งามตราตรึงยิ่ง
แต่ยามนี้ ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งติดคาอยู่ในช่องว่างหนึ่งอย่างแม่นยำ
ก็คือถวนถ่วนนั่นเอง
นางเห็นเฉิงหรูอันวิ่งพรวดพราดเข้ามา ริมฝีปากน้อยเม้มพลางตะโกนว่า “ท่านแม่! ท่านแม่! ข้าออกไปไม่ได้แล้ว!”
ช่องว่างหนีบบั้นท้ายน้อยของนางแน่นหนึบ แขนขาพวงพลิ้วกลางอากาศดุจปลาจาดน้อยแขวนบนกำแพง
แก้มกลมปุ๊กลุกมีเหงื่อซึม เบ้าตาแดงก่ำ ริมฝีปากเบ้ น้ำตาคลอคล้ายจะร้องไห้
เฉิงหรูอันแทบถูกนางทำให้ขำโมโห ทั้งปวดใจและจนใจ รีบเดินไปตรงหน้านาง
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? ใครให้เจ้ามุดช่องกำแพง?!”
“ตรงนั้น!” มือน้อยของถวนถ่วนชี้พุ่มดอกไม้ บ่นกระเง้ากระงอดว่า “มีของแวววาว เดินอ้อมกำแพงไกลนัก ข้ามุดตรงนี้ไปได้ ข้าก็เลยมุด”
เสียงนางเบา ทว่าท่าทียังมีเหตุผล แต่นางก็รู้ว่าตนก่อเรื่อง ลอบดูสีหน้าเฉิงหรูอันแล้วแอบหดคอ
“เก็บของยังติดกำแพงได้! เจ้านี่จริง...” เฉิงหรูอันพร่ำพลางจับท่อนบนนางช่ำชอง “มา หายใจเข้า แม่จะดึงเจ้าออกมา”
“ฮือ——” ถวนถ่วนสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง “อุ๊ย!”
“อดทนหน่อย ไม่ต้องรีบ ลองอีกครั้ง”
“ท่านแม่เบามือหน่อยเถิด บั้นท้ายข้าจะหลุดแล้ว!”
เฉิงหรูอันจนใจส่ายหน้า “บั้นท้ายไม่หลุดดอก เชื่อฟังเถิด ลองอีกที”
ชุลมุนอยู่นาน เฉิงหรูอันจึงดึงลูกสาวออกจากกำแพงได้
ถวนถ่วนลงพื้นแล้วคลึงบั้นท้ายน้อย ยิ้มร่ากับนาง “ไม่หลุด!” จากนั้นก็มุดเข้าพุ่มดอกไม้ หยิบของวิเศษที่ทำให้นางผจญภัย “นั้นขึ้นมา
คือกระจกทองสัมฤทธิ์บานเล็ก
หน้ากระจกมัวหมอง ขอบยังบิ่นหลายแห่ง ถวนถ่วนเช็ดดินโคลนเบามือ เก็บใส่ถุงปักสีชมพูที่เอวดั่งของล้ำค่า
“อะแฮ่ม!” เสียงจากด้านหลัง บัดนี้แฮ่มยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูอยู่ครึ่งค่อนวันแล้ว
เฉิงหรูอันจูงมือน้อยของถวนถ่วนพาไปตรงหน้านาง “ถวนถ่วน คุกเข่าโขกศีรษะ นี่คือท่านย่า”
“ท่านย่า!” ถวนถ่วนเรียกเสียงหนึ่ง ทำความเคารพใหญ่มอบแก่เซี่ยซื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่าหยีตามองดูลูกตุ๊กตาตรงหน้า
งดงามดั่งหยกแกะสลัก สองแก้มมีลักยิ้มลึก เอวห้อยถุงปักสะดุดตา ดวงตาโตกะพริบปริบมองนาง สายตาใสซื่อ รอยยิ้มหวาน
น่าเอ็นดูนัก ให้คนเอือมระอาไม่ลง
แต่นางยังหน้านิ่ว ไม่ขานเสียงเรียก “ท่านย่า” นั้น
ถวนถ่วนก็มองนาง ตัวเล็กกว่าท่านแม่ หน้าเหี่ยวย่นน่ารักจริง! เพียงแต่ลูกตาสีเท่าหม่น
“ท่านย่า นี่ให้ท่าน!” ถวนถ่วนควักกระจกทองสัมฤทธิ์บานน้อยที่เก็บจากพุ่มดอกไม้ ชูสูง “ท่านเอาไว้ส่องยามค่ำคืน ต้องเห็นสิ่งดี ๆ เป็นแน่!”
ฮูหยินผู้เฒ่าก้มหน้ามองกระจกบานนั้น แล้วมองนาง ไม่ยื่นมือรับ ยังคงหน้านิ่ง ฮึหนึ่งเสียง “ยังไงกัน! เหลวไหล”
“ไม่ได้เหลวไหล!” ถวนถ่วนถลึงตา “ท่านย่า ท่านลองส่องยามค่ำ ทุกสิ่งต้องดีขึ้นแน่!”
“ดีขึ้นอะไร?”
“ท่านย่า” ถวนถ่วนลุกขึ้น ยัดกระจกใส่มือเซี่ยซื่อ “เพื่อเก็บสิ่งนี้ ข้าเกือบ เกือบ...” หัวน้อยเอียงคิดหนัก “เกือบสิ้นชีวิต! ท่านย่าเอาไว้เถิด!”
เฉิงหรูอันกลั้นยิ้ม “อย่าพูดพล่าม! ท่านแม่ ถวนถ่วนอายุน้อย พูดไม่รู้จักหนักเบา ท่านอย่าถือสาเลย”
ฮูหยินผู้เฒ่าสีหน้าเรียบเฉยกำกระจกไว้ “ข้าไม่ถือสากับเด็กน้อยที่พูดพล่ามคนนี้ดอก”
“ข้าเหนื่อยแล้ว กลับก่อนแล้วกัน เจ้ามาที่เรือนฟังอวี่ค่ำนี้” พูดจบก็พยุงมือคนใช้ หันกายจากสวนไป
“เจ้าค่ะ” เฉิงหรูอันคำนับ ส่งนางเดินลับตา
ก้มหน้ามองถวนถ่วน จูงมือนางไปทางเรือนจิงหลาน “แม่จะอาบน้ำให้เจ้า เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาด เนื้อตัวมอมแมมเชียว! ต่อไปห้ามมุดช่องกำแพงอีก ถ้าออกไม่ได้จะทำอย่างไร”
“โอ!” ถวนถ่วนรับอย่างว่านอนสอนง่าย
ยามค่ำ ถวนถ่วนเล่นมาทั้งวัน นอนแต่หัวค่ำ เฉิงหรูอันมองนางหลับสบาย จึงลุกไปยังเรือนฟังอวี่
ในห้องด้านในมีเพียงแม่ผัวลูกสะใภ้สองคน หวังเฟยเล่าละเอียด ว่าเห็นมดเรียงเป็นตัวอักษรหน้าเรือนบรรพชนอย่างไร รับถวนถ่วนกลับจากโรงเตี๊ยมลัทธิร้างไฉน พาเข้าวังอ๋องเช่นไร ตอนคำนับบรรพชน ถวนถ่วนพบกู้ตัดวาสนาที่กั๋วซือว่าไว้ฉะนี้
และระหว่างทางกลับ ถวนถ่วนซ่อมรถม้าอย่างไร เล่าทีละเรื่อง
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งฟังสียิ่งเคร่งขรึม
“ก็เป็นดังนี้ หม่อมฉันไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แต่ก็อย่างไรเสียมิอาจไม่เชื่อ เด็กถวนถ่วนนี้ เป็นบรรพชนสำแดงฤทธิ์ ประทานแก่ตระกูลเซียวเรา”
ฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าซับซ้อน “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด”
เฉิงหรูอันไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่านั่งบนแท่นนอนเดียวดาย ครุ่นคิดเนิ่นนาน หยิบกระจกทองสัมฤทธิ์ที่ถวนถ่วนให้มา ใต้แสงประทีปพลิกไปพลิกมาครึ่งค่อนวัน
หน้ากระจกด่างดวง ขอบบิ่น ไม่มีร่องรอยมหัศจรรย์ใด ๆ เลย นางฮึหนึ่งเสียง โยนกระจกทองสัมฤทธิ์ไว้หัวเตียง ดับไฟนอน
รุ่งเช้าวันใหม่ ฟ้ายังไม่สว่างดี ในห้องยังมืดสลัว
ฮูหยินผู้เฒ่าตื่นพระบรรทม ลืมเนตร ค่อยลุกนั่ง สายตากวาดผ่านเตาธูปบนโต๊ะ “ซุ่นกู ข้างเตาธูปมีแมงมุมไต่ นำออกไปเถิด อย่าฆ่าสัตว์”
“เจ้าค่ะ” ซุ่นกูได้ยินดังนั้นรีบเดินเข้ามา
กำลังจะต้อนแมงมุมตัวน้อยไป ทันใดนางสะดุ้งโหยง “ฮูหยินผู้เฒ่า! ท่าน มองเห็นหรือ?”
เซี่ยซื่อชะงัก เพิ่งรู้สึกว่า ดวงตาของตน กลับ ไม่พร่ามัวแล้ว หมอกดำหนาทึบบดบังตรงหน้ามักให้นางเห็นไม่ชัดนั้นหายไปแล้ว ตรงหน้าสว่างใส แมงมุมตัวเล็กเพียงนั้น นางเห็นแจ่มชัด!
นั่งบนแท่นนอนสักครู่ นางลุกพรวด เดินไปตู้ไม้ หยิบตะกร้างานปัก
สายตาชัดเจน เข็มกับด้ายกระจ่างแจ๋ว นางลูบเส้นด้ายปักหนึ่ง ฉลุยสอดเข้าช่องเล็กที่หางเข็ม
เงยหน้า นางกับซุ่นกูมองกันและกัน เสียงสั่นไปบ้าง “เจ้ามาดู นี่ สอดเข้าใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว ๆ ๆ!” ซุ่นกูดีใจหนัก “ฮูหยินผู้เฒ่า ดวงตาท่าน! หายดีในที่สุด! นี่คือ เทวดาอวยพร! บรรพชนสำแดงฤทธิ์!”
ฮูหยินผู้เฒ่าวางเข็มด้ายคืนตะกร้างานปัก เดินกลับไปแท่นนอน หยิบกระจกทองสัมฤทธิ์บานนั้นลูบคลำหน้ากระจก “เด็กคนนี้” นางงึมงำกับตัวเอง “หรือจะเป็นบรรพชนสำแดงฤทธิ์ ประทานให้ตระกูลเซียว?”
นางทบทวนทุกสิ่งหวังเฟยเล่าเมื่อวาน กู้ตัดวาสนานั่นกับคำกั๋วซือ “อย่าแพร่งพราย มีเพียงเจ้าข้าเท่านั้นรู้”
“เจ้าค่ะ”
เวลาไล่เลี่ยกัน ในเรือนหลิงซวง จิ้นซิ่วกำลังแต่งผมให้ฟางชิงเหยียน “ท่านไม่ได้เห็น เมื่อวานเด็กป่าผู้นั้นเล่นในสวน เกิดบ้าคิดอะไรไม่รู้ ถึงกับไปมุดช่องว่างบนกำแพงโปร่งนั่น!”
“ติดอยู่ในนั้นออกไม่ได้ หวังเฟยออกแรงตั้งนาน กว่าจะดึงตัวออกมา บ่าวในจวนแทบเห็นกันหมด หน้าตาหวังเฟยช่าง หล่นหายหมดแล้ว”
จิ้นซิ่วหัวร่อคิกคัก “เนื้อตัวมอมแมม! ฮูหยินผู้เฒ่ายืนอยู่ข้าง ๆ หน้าถมึง”
ฟางชิงเหยียนเบะปากดูแคลน “ก็เป็นแค่เด็กป่าเก็บมาจริง ๆ เด็กเช่นนี้หากขึ้นเป็นบุตรีเอกของวังอ๋อง ก็เตรียมถูกขุนนางชั้นสูงในนครหัวเราะตาย”
“เที่ยงวัน หลังจากฮูหยินผู้เฒ่าเสวยเสร็จ ก่อนพักกลางวัน พวกเราไปทำความเคารพท่าน ข้าเห็นแก่เกียรติภูมิวังอ๋อง เชิญท่านมากำหนดภาพรวม ฮูหยินผู้เฒ่าต้องยินดี เกิดจากนี้เอือมระอาหวังเฟยก็เป็นได้ ใครจะรู้”
“ท่านยังคิดรอบคอบดี” จิ้นซิ่วประสาน