สีหน้าเซียวเจี๋ยอวิ๋นมืดมนลง เด็กอัจฉริยะแห่งต้าเซี่ย?
ขโมยชะตาลิขิตของเจิ้นไปแล้ว ไฉนยังกล้ามาอีก? คงมาเพื่อตราหยกกระนั้น!
“เขานำคนมากี่คน?”
“ทูลฝ่าบาท รวมสิบหกนาย ล้วนประจำอยู่ในศาลาว่าการทูต”
“ส่งคนไปจับตาดู รายงานความเคลื่อนไหวของพวกเขาให้ข้าทุกวัน”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวเจี๋ยอวิ๋นใคร่ครวญแล้วตรัสว่า “เฉิงจิ่นเหยียน ไปตำหนักหงอี๋ นำข่าวที่เด็กอัจฉริยะเข้าเมืองหลวงไปแจ้งแก่ท่านจวิ้นจู่”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เฉิงกงกงหมุนตัวจากไป
“เจ้าจอมโจรเทวดามาแล้วหรือ?” ถวนถวนค่อนข้างประหลาดใจ “เขามาทำไม?”
“เอ่อ… บ่าวไม่ทราบ”
“รู้แล้ว! เวิงเวิง ข้าไปหาสืออีกับพวกเล่นนะ!”
เฉิงกงกงชะงักไปครู่หนึ่ง “โอ้ ได้” แล้วหันกลับไปยังตำหนักจื่อเฉิน
เซียวเจี๋ยอวิ๋นมีสีหน้าอึมครึม “จวิ้นจู่กล่าวว่ากระไร?”
เฉิงกงกงทำหน้ากระอักกระอ่วน “จวิ้นจู่น้อยตรัสว่า นางทราบแล้ว และไปหาสืออีหวงจื่อกับพวกเล่นแล้ว”
สีหน้าของเซียวเจี๋ยอวิ๋นหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แล้วแค่นหัวเราะอย่างขมขื่น เจิ้นกำลังเป็นทุกข์เป็นกังวลอยู่ที่นี่ แต่เจ้ากลับไม่ยี่หระเลยสักนิด
“ช่างเถิด อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง”
หลังจากนั้นหลายวัน เซียวเจี๋ยอวิ๋นยิ่งฟังรายงานประจำวันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกงซุนจื่อก็ยิ่งตกใจ
กงซุนจื่อไม่ได้ก้าวเท้าออกจากประตูศาลาว่าการทูตเลย แต่คนของเขาพากันแพร่ข่าวไปทั่วเมืองหลวงว่าเด็กอัจฉริยะแห่งต้าเซี่ยมีฤทธิ์เดชไร้ขอบเขต
ล่อให้สามัญชนมากมายกระทั่งขุนนางพากันไปที่หน้าประตูเพื่อขอให้เขาโปรยพร
