เซียวหนิงสวินรู้ว่าจงจื่อหย่าผู้นี้คือปรมาจารย์ด้านดนตรีที่ผู้คนยอมรับกันทั่วราชสำนัก แม้แต่พระราชพิธีบวงสรวงของฝ่าบาทยังต้องเชิญเขาไปให้คำแนะนำ จึงมิกล้าดูแคลน “ท่านปรมาจารย์จง เสียงพิณจันทร์เมื่อครู่เป็นฝีมือน้องเล็กดีดเล่นตามอารมณ์พ่ะย่ะค่ะ”
ถวนถวนมองจงจื่อหย่า ท่านลุงคนนี้ทำไมปล่อยผมสยายไม่หวีราวกับเพิ่งตื่นนอน…
จงจื่อหย่าเดินมาหยุดข้างสองพี่น้อง พลางสำรวจถวนถวนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ช่างน่าประหลาด เด็กน้อยเช่นนี้งั้นหรือที่ดีดเสียงพิณเมื่อครู่ได้?
ผู้ใหญ่กับเด็กน้อยสบตากันอยู่ชั่วขณะ เซียวหนิงสวินมองน้องสาว แล้วมองจงจื่อหย่า สีหน้างุนงง
จงจื่อหย่ายื่นแขนยาวออกไป ปลดพิณจันทร์ลงจากผนัง วางบนโต๊ะข้างกาย “หนูน้อย ดีดให้ท่านลุงฟังอีกสักเพลงได้หรือไม่”
ผู้คนรอบข้างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ท่านปรมาจารย์ นี่… ให้เด็กเล็กดีดพิณให้ฟังงั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้ เด็กคนนี้ยืนขึ้น ยังไม่สูงเท่าพิณจันทร์เลยด้วยซ้ำ
ถวนถวนเองก็เต็มไปด้วยความสงสัย “ข้าไม่เป็นเจ้าค่ะ”
จงจื่อหย่ายิ้มน้อย ๆ “ไม่เป็นไร เจ้าดีดอย่างเมื่อครู่นี้ก็พอ ท่านลุงน่ะ ชอบฟัง”
ถวนถวนเอียงศีรษะน้อย ๆ มองเขาครู่หนึ่ง “อย่างเมื่อครู่นี้หรือ? เช่นนั้นก็ได้”
เซียวหนิงสวินรีบอุ้มน้องสาววางลงบนเก้าอี้ข้างพิณจันทร์
ถวนถวนยกมือน้อยทั้งสองขึ้น ดีดสายพิณอย่างไม่ยึดติดแบบแผน
ไร้ซึ่งท่วงทำนองซับซ้อน ไม่มีเทคนิคล้ำลึก ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับใสกังวานราวกับมิใช่ของโลกมนุษย์
ดั่งหยาดหิมะแรกที่ละลายร่วงหล่นสู่ห้วงวังน้ำลึก เปรียบประหนึ่งหยาดน้ำค้างกลางอรุณในหุบผาลึก โปร่งใสเยือกเย็น ปราศจากธุลีใด ๆ
