“ไอ้ตัวดี...”
หลู่ซิงอุ้มซ่งจวินจูเข้าไปในห้องน้ำ
ตัวเธอสงบลงแล้ว แต่ปากยังไม่สงบ ยังคงพึมพำด่าเบา ๆ
อืม
ดูท่าเรื่องคู่หมั้นหนีงานแต่งจะกระทบจิตใจเธอหนักจริง ๆ
แต่แขนขาวนวลราวกับรากบัวสองข้างของซ่งจวินจูกลับซื่อสัตย์นัก โอบรัดคอหลู่ซิงไว้ ทำให้เขาออกแรงน้อยลงไปได้หน่อย
“ศาสตราจารย์ซ่ง โกรธมากไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ”
หลู่ซิงเปิดน้ำใส่อ่างอาบน้ำ พลางพึมพำกับตัวเอง
แต่เขาก็ไม่ได้โกรธหรอก
ก่อนจะแก้ปัญหาปากท้องได้ การบั่นทอนจิตใจตัวเองก็ไม่ต่างอะไรกับการบั่นทอนอายุขัย
อุณหภูมิน้ำกำลังพอดี
หลู่ซิงยืนอยู่ตรงหน้าซ่งจวินจู จับสายชุดนอนของเธอแล้วค่อย ๆ รูดลง ชุดนอนสีเขียวเข้มกองอยู่บนพื้นกระเบื้องห้องน้ำ
จิตใจของหลู่ซิงสงบนิ่งดุจสายน้ำ
การรักษาความเป็นมืออาชีพเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าลูกค้า คือหนึ่งในคุณสมบัติของหมารับใช้มืออาชีพ
ถ้าซ่งจวินจูตรงหน้าเป็นผู้หญิงปกติ เขาคงให้เกียรติเธออย่างแน่นอน
น่าเสียดาย
ซ่งจวินจูไม่ใช่ เธอเป็นคนบ้า
“รอฉันหาเงินได้มากพอเมื่อไหร่ ฉันจะหาที่วิวสวย ๆ สักแห่ง แล้วหนีไปให้ไกลจากพวกคนบ้าอย่างพวกคุณเลย!”
หลู่ซิงบ่นพลางยกซ่งจวินจูขึ้น
ซ่งจวินจูสูง 173 เซนติเมตร ซึ่งไม่นับว่าเตี้ยในหมู่ผู้หญิง แต่พออยู่ในมือหลู่ซิง เธอก็ยังเหมือนลูกเจี๊ยบตัวน้อย
เสียงตูมดังขึ้น ก่อนที่เธอจะถูกโยนลงอ่างอาบน้ำอย่างไม่ปรานี
“แค่ก ๆ ๆ!”
“บ้าจริง!”
หลู่ซิงไม่คิดเลยว่าซ่งจวินจูจะเมาจนถึงขั้นอาบน้ำเองไม่ไหว
ก่อนที่ยัยตัวแสบประดับทองจะจมน้ำตายในอ่างเพียงเสี้ยววินาที หลู่ซิงก็คว้าท้ายทอยเนียนลื่นของเธอแล้วยกพ้นน้ำทันที!
ผลเบอร์รี่สีแดงสดที่เติบโตท่ามกลางหิมะปกคลุมบนภูเขาน้ำแข็งตลอดปี ได้รับการขนานนามว่าเป็นปาฏิหาริย์จากสวรรค์
“อาบ...อาบน้ำ อาบให้ฉัน...” ศาสตราจารย์ซ่งพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่กลับเริ่มสั่งคนอื่นเสียแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะหลู่ซิงคว้าท้ายทอยที่กุมชะตาชีวิตของเธอไว้
ข่าวที่ว่าเธอจมน้ำตายในอ่างอาบน้ำคงกลบผลงานวิชาการชิ้นล่าสุดของเธอไปหมดแน่!
“คุณแน่ใจนะครับ?”
หลู่ซิงถามย้ำอีกครั้ง
ซ่งจวินจูขมวดคิ้วอย่างทรมาน “เหม็น...เหม็น อาบน้ำ อาบน้ำให้ฉัน!”
หลู่ซิงแทบกลอกตาจนจะกลับขึ้นไปบนฟ้า
รู้ว่าเหม็นแล้วยังดื่มเหล้าอีกงั้นเหรอ?!
หลู่ซิงเบือนสายตาไปจ้องพื้น ก่อนจะจำใจหยิบใยขัดตัวขึ้นมาแล้วลงมือถูอย่างลวก ๆ
เพียะ!
ระหว่างที่หลู่ซิงกำลังใช้ใยขัดตัว ซ่งจวินจูที่เมาจนมึนงงก็ตบเขาเข้าให้หนึ่งฉาด
เพียะ!
หลู่ซิงตบกลับไปโดยไม่ลังเล
“อือ...”
ซ่งจวินจูถูกตบหน้าเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่กลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
แก้มของเธอแดงระเรื่อจากไอร้อน ทั้งยังนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่นอย่างสบายใจ ใบหน้าสงบนิ่ง
เด็กหนุ่มสวมหูแมวและชุดเมด แต่กลับไม่มีบรรยากาศน่ารักอบอุ่นอยู่เลยแม้แต่น้อย กล่าวอย่างสงบนิ่งว่า
“ในข้อตกลงระบุไว้ว่าห้ามตบหน้านะครับ”
ห้ามตีคนที่หน้า นี่คือหนึ่งในขีดจำกัดต่ำเตี้ยเรี่ยดินของหลู่ซิง ต่ำเสียยิ่งกว่าก้นร่องลึกมาเรียนา
เพราะถ้าตีที่หน้า ลูกค้าคนอื่นอาจเห็นได้
หลังจากถูตัวอีกฝ่ายอย่างลวก ๆ จนเสร็จ
หลู่ซิงก็คว้าผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่มาห่อเธอไว้ แล้วโยนลงบนเตียงใหญ่ในห้องนอนหลัก
หลังอาบน้ำ ซ่งจวินจูก็ดูสบายตัวขึ้น คิ้วที่เคยขมวดคลายออก เธอดูราวกับตุ๊กตาแสนประณีต สวยงามแต่ชวนให้คนไม่กล้าเข้าใกล้
หลู่ซิงยืนมองลงมาจากข้างเตียง ล้วงสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋า แล้วเปิดไปยังหน้าของซ่งจวินจู
【ข้อควรระวังเกี่ยวกับซ่งจวินจู:
...
6. ก่อนนอนต้องบอกรักเธอให้ครบสิบนาที
...】
ในบรรดาข้อควรระวังมากมาย หลู่ซิงจำเป็นต้องปฏิบัติตามทุกข้ออย่างเคร่งครัด
ดังนั้น
หลู่ซิงนั่งลงบนพื้นข้างเตียง จับมือขาวนุ่มของซ่งจวินจูไว้
ไม่สนว่าเธอจะได้ยินหรือไม่
เขาเปิดรวมประโยคบอกรักในโทรศัพท์แล้วอ่านออกมาเลย!
“ฉันชอบคุณ คุณคือคนที่ฉันรักที่สุดในชีวิต แต่คุณกลับไม่เคยใส่ใจฉันเลย ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ฉันรักคุณ ไม่เกี่ยวกับคุณ...”
พออ่านครบสิบนาที หลู่ซิงก็ปล่อยมือซ่งจวินจูทันที พลางบ่นพึมพำ
“ถึงฟันฉันจะแข็งแรงแค่ไหน แต่ถ้าอ่านอะไรแบบนี้มาก ๆ ก็ต้องเปรี้ยวจนต้องไปอุดฟันอยู่ดี”
เมื่อเห็นซ่งจวินจูหลับไปแล้ว หลู่ซิงก็ถอนหายใจโล่งอกเสียที
“วันนี้ผ่านไปได้สักที”
ในบรรดาลูกค้าของเขา ซ่งจวินจูเป็นคนที่จ่ายเงินมากที่สุด แต่ก็เป็นคนที่เรียกร้องมากที่สุดเช่นกัน
แต่ก็ไม่เป็นไร
ลูกค้า SVIP ย่อมมีสิทธิพิเศษอยู่แล้ว!
กึก
หลู่ซิงปิดไฟในห้องนอนหลัก แล้วพูดเสียงเบาว่า
“ราตรีสวัสดิ์ครับ ศาสตราจารย์ซ่ง”
......
แกร๊ก
ประตูห้องนอนหลักปิดลงอย่างเงียบเชียบ
ซ่งจวินจูที่ควรจะหลับสนิทอยู่บนเตียงกลับขมวดคิ้วอย่างกระสับกระส่าย
เธอเหมือนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง
มีคนกำลังบอกรักเธออยู่หรือเปล่า?
เป็นหลู่ซิงหรือเปล่า?
แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงหยุดพูดล่ะ?
ซ่งจวินจูราวกับตกอยู่ในฝันร้าย เธอกำผ้าห่มในมือแน่นอย่างกระวนกระวาย อยากให้คำบอกรักดำเนินต่อไป
วินาทีถัดมา
มือของเธอก็คว้าหูแมวขนนุ่มฟูข้างหนึ่งไว้
คิ้วของหญิงงามคลายออกทันที
เธอจับหลู่ซิงได้แล้ว!
หลู่ซิงอยู่ข้าง ๆ เธอ หลู่ซิงจะอยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดไป หลู่ซิงจะไม่มีวันจากเธอไป!
ครึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาครึ่งปีที่เธอใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมที่สุด
ซ่งจวินจูกำหูแมวในมือไว้แน่น มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุข แล้วหลับลึกเข้าสู่ห้วงฝันอันแสนหวาน
......
“ยังดีที่พันธุกรรมฉันดี ต่อให้นอนน้อยก็ยังสูงได้”
“นับว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่ไอ้สองคนที่ให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดูนั่นทำประโยชน์ไว้”
เมื่อเห็นเข็มนาฬิกาบนผนังชี้ถึงห้าทุ่ม หลู่ซิงก็เอนตัวลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นเพื่อหลับตาพักสักครู่
ห้าทุ่มครึ่ง
โทรศัพท์ของหลู่ซิงดังแหลมขึ้นตรงเวลา เขาพลิกตัวลงจากโซฟาทันที
ติ๊ด—
เมื่อรับสาย เสียงอ่อนโยนเจือหวานก็ดังมาจากปลายสาย
“สวัสดีตอนกลางคืนค่ะ”
ถึงอีกฝ่ายจะมองไม่เห็น หลู่ซิงก็ยังนั่งหลังตรง แล้วเริ่มเปิดสมุดเล่มเล็ก
ในนั้นบันทึกข้อมูลของลูกค้ารายนี้เอาไว้
ก่อนเริ่มงานหมารับใช้ทุกครั้ง เขาจะทบทวนข้อมูลลูกค้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้จำสลับกัน
【หลิ่วชิงชิง เพศหญิง ไม่ทราบอายุ มีอาการนอนไม่หลับรุนแรง】
ทั้งสองรู้จักกันทางอินเทอร์เน็ตเมื่อสองปีก่อน
ตอนนั้นหลู่ซิงทำงานพิเศษเป็นเพื่อนคุยทางออนไลน์
งานเพื่อนคุยจะมีคลิปเสียงตัวอย่างที่เปิดให้ฟังได้ เพื่อให้ลูกค้ารู้จักเสียงของเพื่อนคุย
อาการนอนไม่หลับของหลิ่วชิงชิงรุนแรงมาก
แต่เมื่อได้ยินเสียงของหลู่ซิง เธอกลับหลับสนิทได้อย่างน่าอัศจรรย์เป็นครั้งแรก
นับแต่นั้นมา
หลิ่วชิงชิงก็เป็นฝ่ายติดต่อหลู่ซิงก่อน ทั้งสองจะคุยกันทางเสียงในคืนวันเสาร์และวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์
คุยกันทั้งทีก็จะคุยเปล่า ๆ ไม่ได้หรอก
ถ้าซ่งจวินจูเป็นยัยบ้าตัวแม่ หลิ่วชิงชิงคนนี้ก็คือยัยโรคจิตตัวเล็ก
เธอจะส่งบทให้หลู่ซิงอ่านออกเสียง พูดง่าย ๆ ก็คือ ASMR
แต่ก็ไม่เป็นไร
สำหรับหลู่ซิงแล้ว งานนี้ไม่ต่างอะไรกับเก็บเงินได้ฟรี ๆ
นอกจากบทบางเรื่องจะทำให้เขาหน้าแดงอยู่บ้าง ก็ไม่มีความยากอะไรเลย!
ง่ายจะตาย!
“คราวนี้ผมต้องแสดงเป็น...ซีอีโอผู้หยิ่งผยองงั้นเหรอ?”
หลู่ซิงอ่านบทที่หลิ่วชิงชิงส่งมา ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอนี่โรคจิตจริง ๆ!
แต่เสียงของหลิ่วชิงชิงกลับอ่อนโยนและหวานจับใจ จนมองไม่ออกเลยว่าเธอมีรสนิยมแบบนี้
โทรศัพท์รับสายแล้ว
หลู่ซิงกระแอมเบา ๆ แล้วหัวเราะเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะที่สุดของตัวเอง
“เด็กดี รอนานแล้วเหรอ?”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกลั้นหายใจ
“ยังไม่ได้นานเลยค่ะ! ฉันยินดีรอคุณ!”
หลู่ซิงมองบทด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่คำพูดที่ออกมากลับแฝงความเกียจคร้านและเอาแต่ใจอย่างเต็มที่
“งั้นเหรอ? เชื่อฟังดีนี่ อยากได้รางวัลอะไรล่ะ?”
“ขอคิดก่อนนะคะ...”
......
......
