"ฝ่าบาท ด้านหน้าอีกสิบลี้ก็จะถึงเมืองผานครแล้ว!"
อีกสองสามวันต่อมา ในที่สุดก็มองเห็นเบื้องหน้าไม่ใช่ป่าดงและถิ่นทุรกันดารอีกต่อไป แต่กลับมองเห็นกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน
"ไม่นึกว่าเมืองผานครซึ่งเป็นเมืองชายแดน จะมีตัวเมืองใหญ่โตเช่นนี้ได้!"
หยางอู่เฟิงและลู่เจิ้งเทียนต่างพากันประหลาดใจ
นี่เกินความคาดหมายของทุกคนไปแล้ว
"เหล่าชนเผ่าเถื่อนเหล่านี้ยังไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อน! หากปล่อยให้สามตระกูลใหญ่ได้บริหารจัดการอีกหลายสิบปี เกรงว่านอกจากถู่เจวี๋ยและถู่ฟานแล้ว จะมีชนเผ่าเถื่อนใต้เพิ่มขึ้นมาอีกกลุ่ม!"
โจวหลิงเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ชนเผ่าเถื่อนนับล้านนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากถอดชุดหนังสัตว์แล้วสวมเกราะเข้าล่ะก็ พวกมันคือนักรบคลั่งโดยกำเนิด
จะว่าไปต้าโจวในยุคนี้ก็คือยุคที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่หลายพื้นที่ก็เริ่มเน่าเปื่อยไปแล้ว!
หากปล่อยให้หยวนอู่ตี้สวรรคต แล้วกษัตริย์องค์ต่อไปขึ้นครองราชย์ เมื่อนั้นชนเผ่าเถื่อนก็จะรวมตัวกันเป็นใหญ่ ต้าโจวทั้งประเทศจะต้องเผชิญกับศัตรูภายนอกสามทางพร้อมกัน
เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเป็นยุคที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดแล้วเสื่อมถอยลง ประวัติศาสตร์ก็มักจะซ้ำรอยแบบนี้อยู่เสมอ
"กระหม่อมได้ส่งคนไปถางเส้นทางสิบลี้สุดท้ายแล้ว อีกอย่างควรส่งคนไปแจ้งให้ขุนนางเมืองผานครออกมารับเสด็จหรือไม่ขอรับ!"
หยางอู่เฟิงก้าวขึ้นไปกล่าว
โจวหลิงเฟิงไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเท่านั้น!
อันที่จริงการที่อ๋องแห่งชนเถื่อนเดินทางลงใต้มาปกครองเมือง ต่อให้เมืองผานครจะมีข้อมูลข่าวสารปิดกั้นเพียงใด ตอนนี้ก็ควรจะรู้กันแล้ว
หากคนเหล่านั้นรู้จักกาลเทศะ ก็คงเตรียมการต้อนรับไว้พร้อมแล้ว
"ฝ่าบาท ข้ากระหม่อมขออาสาไปเอง!"
หงจิ่วหมิงแววตาเป็นประกายวาววับ เห็นได้ชัดว่าในใจเริ่มไม่พอใจเป็นอย่างมาก
สำหรับขันทีน้อยชุดน้ำเงินที่อยู่ข้างกายอ๋องแห่งชนเถื่อนผู้นี้ ทั้งกองทัพอ๋องแห่งชนเถื่อนแทบไม่มีใครไม่กลัว
อายุยังไม่ถึงยี่สิบก็เป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นจงซือชั้นสาม แล้วยังเป็นคนที่สู้ได้หนึ่งต่อสอง ใครเล่าจะไม่เกรงกลัวไปสามส่วน
ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากอ๋องแห่งชนเถื่อนแล้ว ก็มีเพียงมั่วหลีเท่านั้นที่ทำให้หงจิ่วหมิงยิ้มออก
