ใต้ต้นไม้ริมขอบสนาม
“แชะ”
เสียงชัตเตอร์แผ่วเบาถูกกลืนหายไปท่ามกลางเสียงโอดครวญและความอึกทึกของนักศึกษาใหม่รอบข้าง
เสิ่นจืออี้ไม่ได้ลดกล้องลง
เธอมองภาพไกล ๆ อย่างเงียบงันผ่านช่องมองภาพของกล้องดีเอสแอลอาร์
เลนส์ซูมบีบระยะภาพจนชุดลายพรางที่นอนระเกะระกะอยู่เบื้องหลังพร่าเลือนไปหมด เหลือเพียงเงาร่างหนึ่งในส่วนลึกของร่มไม้
เป็นธรรมชาติเหลือเกิน
ความเกียจคร้านและความรู้สึกเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกที่แผ่ออกมาจากข้างใน ทำให้ภาพถ่ายระยะใกล้ของใบหน้าด้านข้างนี้เต็มไปด้วยพลังที่ไม่ควรมีในวัยนี้
เสิ่นจืออี้ค่อย ๆ ลดกล้องลง
นี่เป็นภาพเดียวที่เธอพอใจจากการถ่ายภาพตลอดช่วงบ่ายวันนี้ บนสนามฝึกทหารใหม่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและใจร้อนแห่งนี้
เธอผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ ก่อนยกกล้องขึ้นอีกครั้ง กดชัตเตอร์ใส่แถวฝึกอีกสองสามแถวอย่างขอไปที เพื่อเก็บภาพมุมกว้างให้ครบตามที่หนังสือพิมพ์ต้อนรับนักศึกษาใหม่ต้องการ
ภารกิจออกไปเก็บภาพถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว
แดดเดือนกันยายนของเจียงเฉิงร้อนแผดเผา ต่อให้ยืนอยู่ตรงขอบร่มไม้ อากาศก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นยางสังเคราะห์ร้อน ๆ
เสิ่นจืออี้รู้สึกว่าฝ่ามือที่จับกล้องมีเหงื่อออก เหนียวเหนอะหนะเล็กน้อย
เธอคล้องสายกล้องดีเอสแอลอาร์ไว้รอบคอ ใช้มือประคองเลนส์ไว้ แล้วหันไปทางอ่างล้างมือมุมสนาม
ช่วงพัก อ่างล้างมือมีคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด
นักศึกษาชายปีหนึ่งกว่าสิบคนกำลังล้อมกันอยู่หน้าแถวก๊อกน้ำ บ้างก็เอาน้ำเย็นราดหัว บ้างก็ผลักกันหยอกล้อเสียงดัง ท่าทางคึกคะนองสุดขีด
เสิ่นจืออี้ไม่ได้เบียดเข้าไป เธอเพียงยืนรออยู่ด้านนอกสุด ให้คนอื่นล้างเสร็จก่อน
แต่จังหวะนั้นเอง นักศึกษาใหม่กลุ่มหนึ่งที่รีบแย่งที่กันก็วิ่งมาจากด้านหลังเธอ
พวกเขาวิ่งกันเร่งรีบจนหยุดไม่อยู่
เด็กหนุ่มคนหนึ่งสะดุดเท้าตัวเอง ร่างพลันเซไปด้านข้างอย่างแรง ไหล่กระแทกแขนของเสิ่นจืออี้เต็ม ๆ
