“ผมแซ่หลู่”
“มาจากจิงเฉิง”
“ตอนนี้เรียนปีหนึ่งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง”
สามประโยคนี้ตกลงกลางห้องส่วนตัว บรรยากาศราวกับถูกแช่แข็ง
หลู่ชวนพูดจบก็ไม่เอ่ยอะไรอีก เขายกถ้วยชาพอร์ซเลนสีขาวตรงหน้าขึ้นมา จิบชาอุ่น ๆ อย่างไม่รีบร้อน สีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น
หลังได้เกิดใหม่อีกครั้ง เขาสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่าชาตินี้จะไม่แสร้งเป็นลูกเศรษฐีอีกเด็ดขาด แต่สวี่เฉิ่งหยวนที่นั่งอยู่ตรงหน้าแตกต่างออกไป แม้ตอนนี้จะตกต่ำจนจมปลักอยู่ในโคลน แต่เขาก็เป็นเทรดเดอร์ที่เฉียบคมและมีความสามารถสูง เป็นหลักประกันว่าจะสร้างกระแสเงินสดให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในอนาคต
หากคิดจะสยบคนฉลาดที่ผ่านคลื่นลมมามากมายและทะนงตัวสุดขีดแบบนี้ แค่ให้เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องกดเขาให้อยู่หมัดด้วย
เมื่อต้องรับมือกับมือเก๋าอย่างสวี่เฉิ่งหยวนที่เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงิน ยิ่งพูดมากก็ยิ่งเผยจุดอ่อน หลู่ชวนไม่พูดถึงภูมิหลังครอบครัวของตัวเองแม้แต่ครึ่งคำตั้งแต่ต้นจนจบ แค่หยิบใบสั่งซื้อขายมูลค่าสามสิบเก้าล้านออกมา บวกกับคำว่า “มาจากจิงเฉิง” อีกสี่พยางค์
สวี่เฉิ่งหยวนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ในหัวของเขาตอนนี้ปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์โถมซัด
แรงสะเทือนจากใบสั่งซื้อขายยังคงกระแทกวนอยู่ในหัว เขามองเด็กหนุ่มที่อายุน้อยเกินไปตรงหน้า ตามนิสัยที่สั่งสมมาจากการทำงานหลายปี สายตาจึงแอบสำรวจหลู่ชวนอย่างละเอียด
หลู่ชวนไม่ได้สวมนาฬิกาหรู
ในมือก็ไม่มีการควงกุญแจรถหรูเพื่ออวดโดยตั้งใจ
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดบนตัวเขาคือเสื้อแขนสั้นสีเทาอ่อนเรียบ ๆ ไม่มีโลโก้เด่นสะดุดตา ดูเหมือนเสื้อผ้าธรรมดาที่ซื้อมาใส่ส่ง ๆ
