จ้าวหลี่ปีนขึ้นไปตามผนังบ่อน้ำอย่างยากลำบาก ไอเย็นที่แนบชิดแผ่นหลังเย็นเฉียบเสียจนมือเท้านางชาไปหมด
นางไม่กล้าหันกลับไปมอง ภาพของแขนทั้งสองข้างที่ยื่นออกมาจากผนังบ่อนั้นชวนขนพองสยองเกล้าเพียงใด
โชคดีที่นอกจากความเย็นเยียบที่แทรกซึมเข้ากระดูกแล้ว ก็ไม่มีน้ำหนักอันใด
นางขยับกายทีละน้อย ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ปากบ่อ
ในที่สุดก็เกาะขอบบ่อได้ ใช้ขาทั้งสองข้างถีบตัว พลิกตัวขึ้นมาบนขอบบ่อ
【ภารกิจสำเร็จ! เจ้าแบกนางออกจากบ่อน้ำ ได้รับค่าประสบการณ์*100】
พร้อมด้วยเสียงถอนหายใจที่ค่อย ๆ เลือนหายไป และการแจ้งเตือนภารกิจสำเร็จ
จ้าวหลี่รู้สึกได้ถึงสิ่งเย็นเยียบดุจก้อนน้ำแข็งบนหลังที่พลันหายวับไป
นางซบศีรษะลงกับขอบบ่อน้ำเย็นเฉียบ หลังความตึงเครียดผ่านพ้นไป ร่างกายก็สั่นเทาไม่หยุด
ยามนี้นางจึงสังเกตเห็นยันต์ที่ขาดวิ่นบนขอบบ่อ
ด้านหลังมีเสียงเหยียดจมูกดังขึ้น แสงไฟสาดส่องเข้ามาล้อมรอบ
“เจ้าช่างหาที่หลบซ่อนเก่งนัก!”
จ้าวไคหยางยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว มือขวายังถือกระบี่อยู่
เขาหรี่ตามองจ้าวหลี่ที่อ่อนปวกเปียกอยู่กับพื้น พลางหัวเราะเยาะ
ร่างของจ้าวหลี่แข็งค้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
จากนั้นก็รู้สึกว่าท่าทางของตนช่างน่าอนาถสิ้นดี จึงพยายามดันแขนที่ไร้เรี่ยวแรงพยุงกายขึ้น พิงขอบบ่อนั่ง
“อย่างไรเล่า ไอ้ปากดีเมื่อครู่หายไปไหนเสีย?” จ้าวไคหยางลากกระบี่เข้ามาใกล้อีกก้าว
“เจ้าเห่าหอนอะไร? มันเรื่องของข้าหรือ!”
เสียงของจ้าวหลี่ยังสั่นอยู่บ้าง แต่การด่าทอจะแพ้มิได้เด็ดขาด
นางกะพริบตาปริบ ๆ ร้องเรียกระบบในสมองอย่างบ้าคลั่ง
ในสมองได้รับการตอบกลับโดยพลัน
【สำเร็จภารกิจนางร้าย: กดขี่นางเอก, ตบหน้ามารดาตัวเอง, ด่าทอพี่ชาย, ภารกิจชั่วคราว: บ่อน้ำ】
【ทำได้เกินเป้าหมาย ระดับความชำนาญอาชีพเพิ่มขึ้นอย่างมาก เลื่อนตำแหน่งเป็นนางร้ายใจอำมหิต】
【รางวัล: ร่างกาย+10, เสน่ห์+10】
【รางวัลสกิล: ว่องไวดั่งนกนางแอ่น (ความคล่องแคล่วเพิ่มขึ้นอย่างมาก) วาจาลิ้นลม (โอกาสที่การโกหกหรือการยุแยงจะถูกจับได้ลดลงเล็กน้อย)】
พร้อมกับการมอบรางวัล จ้าวหลี่รู้สึกได้ถึงกระแสไออุ่นที่ไหลเวียนผ่านสี่ขา ร่างที่หมดแรงค่อย ๆ ฟื้นกำลังขึ้นมาได้นิดหน่อย
ทว่า…
นี่มันจะมีส่วนช่วยเหลือต่อวิกฤตตรงหน้าได้หรือ?
ระบบบัดซบ ยื่น AK47 พร้อมแม็กกาซีนเต็ม ๆ มาให้ข้าสักกระบอกจะตายหรือไม่นะ?!
จ้าวหลี่กระดิกนิ้ว มองจ้าวไคหยางที่กุมกระบี่เดินเข้ามาหา
ไอ้เวรนี่แววตาดุดัน เห็นได้ชัดว่าคิดจะเอาชีวิตแล้ว
องครักษ์โดยรอบตั้งขบวนล้อมวงไว้ ชักดาบออกจากฝักกันถ้วนหน้า
“ความตายมาเยือนใกล้รำไร ยังปากแข็งเสียจริง” จ้าวไคหยางกำด้ามกระบี่แน่น หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความดุร้าย
หากเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ความคิด บัดนี้เขาได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้จ้าวหลี่รอดชีวิตออกไป
หญิงวิกลจริตนี่เติบโตมาข้างนอกตั้งแต่เด็ก ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์และมิอาจนำผลประโยชน์ใดมาให้ครอบครัว
กลับยังทำร้ายทำให้ตำแหน่งของเหยาเกวงอับอายขายหน้า ทำให้การวางแผนดำเนินการนับสิบปีของตระกูลจ้าวสูญเปล่า
โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงสายตาประหลาดที่ตนต้องประสบเพราะน้องสาวร่วมสายเลือดตัวดีคนนี้ ใจของจ้าวไคหยางก็เต็มไปด้วยความแค้นสุดขีด “อกตัญญูต่อมารดา อัปมงคลสมควรตาย!”
เขาเดินมาถึงเบื้องหน้าจ้าวหลี่ กระบี่ในมือเงื้อขึ้นสูง เตรียมฟาดฟันลงมา
จ้าวหลี่ที่เตรียมพร้อมมาตลอด พุ่งตัวจากพื้นเข้าใส่ใบหน้าเขาอย่างสุดแรง
จ้าวไคหยางคาดไม่ถึงว่านางจะยังตอบโต้ได้ จึงถูกนางพุ่งเข้ามากอดทั้งตัวทันที
ระหว่างที่กำลังตะลึงงัน หว่างขาก็ถูกกระแทกด้วยหัวเข่าอย่างแรง
“อ๊าก——”
จ้าวไคหยางตาแดงก่ำ มือทั้งสองกุมเป้า ค่อย ๆ คุกเข่าลงบนพื้น หน้าผากกดกับพื้น ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
องครักษ์ข้างกายเขาตอบสนองรวดเร็วยิ่ง ดาบยาวฟันเข้าใส่จ้าวหลี่
จ้าวหลี่หลบไม่พ้น แขนซ้ายถูกฟันเป็นแผลลึกเห็นถึงกระดูก
ฉวยโอกาสที่องครักษ์แตกตื่นวุ่นวายตรวจดูอาการของจ้าวไคหยาง
นางกุมบาดแผล วิ่งหนีสุดชีวิต
กำแพงสูงหลังหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ด้วยเรือนร่างบางเบาของนางในตอนนี้ ยังพอป่ายปีนข้ามได้บ้าง
กระโดดลงจากกำแพงสูงแล้วก็ขาอ่อนล้มลง นางถูกทำโทษห้ามกินข้าวมาสองวันก่อนหน้านี้ ถึงบัดนี้เกือบสามวันแล้วที่ไม่มีข้าวและน้ำตกถึงท้อง
การล้มลงในน้ำเน่าของตรอกมืดครั้งนี้ ทำให้พร่าเลือนไปชั่วขณะ ตามืดมัว เห็นแสงวูบวาบ
แต่ไหนเลยนางจะกล้าชักช้า เลือดที่ไหลพุ่งจากแผลแขนซ้ายก็มิอาจใส่ใจ มึนงงคลานลุกขึ้นจากน้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง วิ่งไปยังถนนใหญ่
เพิ่งจะวิ่งถึงปากตรอก กระบี่ยาวรูปทรงแปลกตาก็ยื่นมาขวางจากด้านข้าง
คมกระบี่รวดเร็วเหลือเกิน เพียงตวัดที่ชายโครงของจ้าวหลี่ นางก็ล้มกระแทกพื้น
“เฮ้ย น่าสนใจเสียจริง!”
ชายกลางคนร่างสูงกำยำ จ้าวหลี่ที่ตัวเตี้ยกว่าถูกเขาจับไว้ในมือราวกับหิ้วลูกไก่
จ้าวหลี่ไม่ขัดขืน นางจำเสื้อคลุมปักลายปลาสีดำที่ชายคนนี้สวมได้ — หน่วยจิ้งหนิงเว่ยแห่งต้าจิ่ง
จิ้งหนิงเว่ยของโลกนี้ มีหน้าที่ประสมประสานระหว่างกองกำลังจิ่นอีเว่ยและกรมบูรพา-ประจิมในความรู้ของจ้าวหลี่
สมญาสุนัขรับใช้ราชสำนักที่แท้ เด็กทารกได้ยินชื่อก็หยุดร้องไห้ ฉาวโฉ่ชั่วร้าย
เสียเลือดมากเกินไป ตามืดพร่าไปพักหนึ่ง นางถูกหิ้วมาถึงหน้ารถม้าคันหนึ่ง ข้างรถมีหาบขายเกี๊ยว
มือของเจ้าของร้านที่ต้มเกี๊ยวยังสั่นเทา
รอบ ๆ รถม้ามีคนนั่งยองหรือยืนอยู่หลายคน กำลังซู้ดเกี๊ยวร้อนเข้าปาก
ชายหนวดเคราเป็นพวงคนหนึ่งดื่มน้ำซุปเกี๊ยวพลางชายตามองคนที่จับตัวจ้าวหลี่ไว้ เป็นจิ้งหนิงเว่ยด้วยกัน ถามด้วยความสงสัย “ท่านลู่ ท่านไปปลดทุกข์มิใช่หรือ? นี่เก็บอะไรมาได้?”
ชายกลางคนที่หิ้วจ้าวหลี่ไว้ หึเสียงดัง “ปีนหนีข้ามกำแพงมาข้างนอก เสื้อผ้าดูเนื้อดีอยู่ อาจเป็นอนุภรรยาของบ้านไหนที่หนีมา!”
“ดูอายุยังน้อย ตัวอาบเลือดราวกับผักบุ้งไฟแดง ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานของบ้านไหนก่อเวรก่อกรรม!”
ชายที่คนเรียกท่านลู่คนนี้ สายตากวาดมองบาดแผลที่แขนของจ้าวหลี่ จึ๊ะปาก
หยิบขวดยาสมานแผลจากสายคาดเอว ดูท่าจะส่งให้จ้าวหลี่
จ้าวหลี่เสียเลือดมาก แต่สมองปลอดโปร่ง
สัมผัสได้ถึงความว่องไวว่าเหล่านักรบจิ้งหนิงเว่ยไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ข่าวลือในหมู่ราษฎรว่า
อีกทั้งยังนึกถึงพ่อราคาถูกอย่างจ้าวหวยที่อวดโอ่ว่าตนเป็นขุนนางซื่อสัตย์ วัน ๆ อยู่บ้านก็สบถสาบานว่าจะไม่ขอร่วมภพกับพวกสุนัขรับใช้และขุนนางทุจริตอย่างจิ้งหนิงเว่ย หรือไม่ก็โอ้อวดด้วยความลำพองใจว่าเขาสร้างความขัดข้องให้แก่จิ้งหนิงเว่ยอย่างไรบ้าง
ยามนี้นางตกอยู่ในเงื้อมมือของจิ้งหนิงเว่ย กลับไปที่ตระกูลจ้าวก็มีแต่ความตาย ความสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์เช่นนี้ อาจเป็นโอกาสให้นางหลุดรอดก็ได้!
ดังนั้น จ้าวหลี่จึงกดจุดห้ามเลือดบนต้นแขน นั่งลงกับพื้นแล้วเอ่ยปาก
“ข้าไม่ใช่อนุภรรยาหนี ข้าชื่อจ้าวหลี่ พ่อของข้าคือจ้าวหวย กรมคลังซื่อหลาง”
เสียงของจ้าวหลี่อ่อนแรงไปบ้าง รถม้าที่จอดอยู่นิ่ง ๆ ริมทาง ม่านรถถูกเปิดขึ้นเล็กน้อย
“จ้าวซื่อหลาง… คุณหนูก็คือคุณหนูตระกูลจ้าวที่ถูกสับเปลี่ยนตัวไปสิบหกปีน่ะหรือ?”
ท่านลู่ที่เดิมทีตั้งใจจะทำแผลให้จ้าวหลี่ นึกขึ้นได้ถึงเรื่องราวแปลกประหลาดการสับเปลี่ยนตัวในเมืองหลวงเมื่อไม่นานนี้
“ใช่แล้ว” จ้าวหลี่ยอมรับตรง ๆ พลางใช้มือกดจุดห้ามเลือดบนต้นแขน
“กลางค่ำกลางคืน เหตุใดจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เจ้าจะไปที่ใด?”
จ้าวหลี่ก้มหน้าลงเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับลังเลก่อนจะเอ่ยขึ้น “ในบ้านไม่มีใครชอบข้า ข้าอยากจากไปแต่พวกเขาก็ไม่ยอม”
นางสะบัดผมที่ยุ่งเหยิงออก เผยให้เห็นรอยเลือดบนแก้ม “ท่านแม่ข้าตี”
แกล้งทำเป็นมองบาดแผลจากคมดาบ “องครักษ์ของพี่ชายฟัน”
เหล่านักรบจิ้งหนิงเว่ยมองดูแขนของจ้าวหลี่ ต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความประหลาดใจ
“นึกไม่ถึงว่าท่านจ้าวที่วัน ๆ กระโดดโลดเต้นในท้องพระโรง เอาต้นกล้วยไม้มาเปรียบเปรยตนว่าสูงส่งเทิดทูน แต่กลับไม่ดูแลจัดการในเรือน ยอมให้ภรรยาและบุตรชายคนโตรังแกธิดา”
ท่านลู่ที่จับตัวจ้าวหลี่มา เอ่ยเหน็บแนมอย่างไม่เกรงใจ คาดว่าท่านจ้าวหวยผู้นี้คงมีชื่อติดอยู่ในรายชื่อที่น่ารังเกียจของจิ้งหนิงเว่ย
เรื่องการรังแก ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ในเมื่อคำพูดออกจากปากของบุตรสาวจ้าวหวย เช่นนี้แล้วจริงเท็จก็หาใช่เรื่องที่จ้าวหวยจะแก้ตัวแม้แต่ประโยคเดียวได้!
พรุ่งนี้จ้าวหวยต้องถูกถวายฎีกากล่าวหาเป็นแน่!
คิดได้ดังนี้ เหล่านักรบจิ้งหนิงเว่ยก็พลันสำราญใจ มีท่าทีกระตือรือร้นต่อจ้าวหลี่ขึ้นมา
ท่านลู่ย่อตัวลงช่วยพันแผลชั่วคราวให้จ้าวหลี่ ผู้อื่นก็พร้อมใจกันซักถามปราศรัย
“ไม่ต้องกังวล คุณหนูจ้าว อีกสักครู่จะพาไปหาหมอ จะช่วยเหลือเจ้าให้ได้รับความเป็นธรรมแน่นอน”
“หิวหรือไม่? กินเกี๊ยวไหม?”
จ้าวหลี่ทอดสายตาต่ำ ถอนใจเบา ๆ
ไม่ไกลออกไป จ้าวไคหยางเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามา โดยมีองครักษ์ประคองอยู่
หลังจากถูกขวางไว้ ก็คารวะแต่ไกลกล่าวอะไรบางอย่าง
นักรบจิ้งหนิงเว่ยที่ขวางเขาไว้เดินเข้ามารายงานกับรถม้าว่า “จื่อฮุยสื่อ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลจ้าวขอเข้าพบ”
แต่กลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะทุ้มนุ่มน่าฟัง
ร่างสูงสง่าองค์เอว ชายรูปงามเลิกม่านเดินออกมา สวมชุดรัดกุม ใบหน้างดงามยิ่ง
ริมฝีปากบางเม้มแน่น สีหน้าเคร่งขรึมดุดันไม่น่าเข้าใกล้
“ไปบอกคุณชายตระกูลจ้าว คุณหนูตระกูลจ้าวเป็นคนของจิ้งหนิงเว่ยเราแล้ว! ส่วนเขา ไสหัวไปซะ!”