บทที่ 5 ซบอิงแอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น หรงจี้เฉียวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็เปลี่ยนชุดเตรียมออกไปข้างนอก
ต้วนเยี่ยนไปทำงานแล้ว บนโต๊ะกาแฟมีอาหารเช้าที่เขาซื้อไว้ให้ ซาลาเปายังอุ่น ๆ อยู่
หรงจี้เฉียวกัดไปสองคำ ในใจยังคิดอยากย้ายไปอยู่หมู่บ้านในเมือง
เดือนละสี่พัน หนึ่งเดือนประหยัดได้สี่พัน
ครึ่งปีก็สองหมื่นสี่
เธอเช็ดปาก หยิบมือถือโทรหานายหน้า
“พี่หวัง วันนี้สะดวกดูห้องไหมคะ แถวหมู่บ้านในเมืองน่ะ”
นายหน้าหัวเราะเอาอกเอาใจ “สะดวกครับ สะดวก คุณจะมากี่โมง ผมรออยู่ที่นั่นนะครับ”
วางสาย หรงจี้เฉียวก็ออกจากบ้าน
นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินต่อรถเมล์ ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้านในเมือง
ท้องฟ้าสีเทาหม่น ตึกเบียดเสียดกันแน่น สายไฟระโยงระยางเหมือนใยแมงมุมจากหน้าต่างโยงไปถึงฝั่งตรงข้าม ชั้นล่างเป็นแผงขายอาหารเช้า กลิ่นน้ำมันคละคลุ้งกับกลิ่นเน่าเหม็นจากถังขยะ พื้นยังมีซากแมลงสาบ
นายหน้ายืนโบกมืออยู่ปากซอย “ทางนี้ครับ ทางนี้”
หรงจี้เฉียวเดินตามเขาเข้าไป ฝ่าเท้าเหยียบอะไรเหนียว ๆ เธอก้มมอง เป็นเศษผักเน่า
ในทางเดินมืดตึ๊ดตื๋อ ไฟแบบใช้เสียงเสียแล้ว ได้แต่คลำผนังเดินขึ้นไป
ผนังลอกเป็นแผ่น ๆ สัมผัสสากและชื้น
หัวเลี้ยวบันไดกองด้วยลังกระดาษกับยางรถจักรยานเก่า ๆ เธอต้องเบี่ยงตัวถึงจะแทรกผ่านไปได้
พอถึงชั้นสาม นายหน้าก็ควักลูกกุญแจเปิดประตู
“ห้องนี้แหละครับ ลองดูอีกที”
ประตูเปิดออก กลิ่นอับโชยมาเตะจมูก
ห้องเล็กมาก กะด้วยสายตาคงไม่ถึงสิบห้าตารางเมตร เตียงชิดผนัง ปลายเตียงเป็นโต๊ะเก่า ๆ หน้าต่างตรงกับกำแพงตึกอีกหลัง แม้แต่ท้องฟ้ายังถูกตัดเป็นริ้วแคบ ๆ
หรงจี้เฉียวเดินไปริมหน้าต่าง ตึกฝั่งตรงข้ามมีคนกำลังแปรงฟัน น้ำกระเซ็นมาเกยขอบหน้าต่าง มองมาเห็นเธอพอดี
เธอหันไปดูห้องครัว
ที่เรียกว่าห้องครัว ก็แค่แท่นเตาตั้งอยู่หน้าประตู ข้าง ๆ ชิดกับห้องน้ำ มีแค่ม่านพลาสติกบาง ๆ กั้นระหว่างโถส้วมกับแท่นเตา
นายหน้าแนะนำยิ้มแย้ม “ห้องนี้คุ้มค่ามากครับ มีห้องน้ำในตัว แถมมีห้องครัวด้วย อยู่คนเดียวเอาอยู่แน่”
เธอยืนอยู่ในห้องเล็กจนหมุนตัวยังลำบาก สมองพลันฉายภาพชาติก่อน
สถานที่แบบนี้เหมือนกัน
หลังจากถูกต้วนเยี่ยนไล่กลับอำเภอ เธอก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านในเมือง
เงินเก็บหมดไป นิสัยใช้เงินก็ยังเปลี่ยนไม่ได้ ได้แต่อาศัยที่แบบนี้
เจ้าของห้องเป็นผู้ชายวัยห้าสิบกว่า เวลาพูดสายตาชอบมองสำรวจเรือนร่างเธอ
เธออยากหางาน แต่ส่งประวัติไปก็เงียบหาย
โรงพยาบาลในอำเภอไม่รับเธอ บอกว่าเธอลาออกนานเกินไป ฝีมือคงห่างหาย
ร้านอาหารให้เธอไปล้างจาน เธอคิดว่าอาย ไม่ไป
เงินน้อยลงเรื่อย ๆ เธอวิ่งเข้ากรุงไปหาต้วนเยี่ยนอีก อยากให้เขาเพิ่มเงินให้
ปรากฏว่าต้วนเยี่ยนมองเธอด้วยแววตาเย็นชาราวคมมีด
“ฉันให้เงินคุณไปแล้วนะ”
เธอไม่ยอมแพ้ ไปอีกหลายครั้ง
ถึงขั้นยังเคยคิดไปหาท่านหญิงเศรษฐี ซึ่งก็คือเมียของต้วนเยี่ยน เพื่อหลอกเอาเงินก้อนหนึ่ง
แต่หน้าเขาแม้แต่ยังไม่ได้เห็น กลับนำภัยมาสังหารถึงตัว
คนที่มาตามจีบท่านหญิงเศรษฐีมาหาถึงที่ บอกว่าจะให้เงินก้อนหนึ่ง ให้เธอหายไปให้พ้น
เธอนึกว่าเป็นเรื่องดี
กลายเป็นว่าคนพวกนั้นพาเธอลงเรือ โยนลงน้ำ
หรงจี้เฉียวสะดุ้งตื่นจากภวังค์
ในมือชื้นไปด้วยเหงื่อ
นายหน้ายังคงพูดอะไรอยู่ข้าง ๆ แต่เธอไม่ได้ฟังสักคำ
“คุณว่ายังไงครับ”
หรงจี้เฉียวมองห้องเล็ก ๆ มืดทึบ ห้องคอตีบตัน
บวกกับความรังเกียจสถานที่เช่นนี้จากภพก่อน ทำให้หรงจี้เฉียวยิ่งหวาดกลัวที่แบบนี้ขึ้นไปอีก
เธอกัดฟัน “ฉันขอพิจารณาดูก่อน”
…………
สามทุ่มกว่า ต้วนเยี่ยนกลับมาแล้ว
เขาเปิดประตูเข้ามา เห็นหรงจี้เฉียวนอนไถมือถืออยู่บนเตียง
“กินข้าวหรือยัง”
หรงจี้เฉียวลุกขึ้นนั่ง “กินแล้ว คุณล่ะ”
“กินแล้ว” ต้วนเยี่ยนถอดเสื้อนอก ชะงักไปครู่หนึ่ง “นายหน้าที่ช่วยเราเช่าห้องนี้บอกว่าพาคุณไปดูห้องมา คุณยังอยากเปลี่ยนห้องอยู่หรือ”
เธอหัวเราะแห้ง ๆ “อืม ก็แค่ดูไปเรื่อย”
ต้วนเยี่ยนเดินมานั่งบนเตียง เอี้ยวตัวมองเธอ “ทำไมไม่เช่า”
หรงจี้เฉียวเม้มปาก ไม่รู้จะพูดยังไง
จะบอกก็ไม่ได้นี่ ว่าห้องมันโทรมเกินไป เธออยู่ไม่ไหว
เธอก้มหน้า นิ้วบิดผ้าปูที่นอน “ก็… แค่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะ”
ต้วนเยี่ยนจ้องเธอครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็หัวเราะ
“ตรงไหนไม่เหมาะ”
หรงจี้เฉียวเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับแววตายิ้ม ๆ ของเขา
เธอรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก “ก็… ก็มันไม่เหมาะน่ะ”
ต้วนเยี่ยนพิงหัวเตียง ศอกยันหัวเข่า “เฟอร์นิเจอร์เก่า ห้องครัวต่อให้ทำสอาดแล้ว คราบมันก็ยังขูดได้ตั้งสองชั่ง ใช่ไหม”
หรงจี้เฉียวกะพริบตาปริบ ๆ
“หรือหน้าต่างหันชนกำแพง แสงส่องไม่ถึง”
หรงจี้เฉียวอ้าปาก
ต้วนเยี่ยนพูดต่อ “หรือมีแต่ตึกแบบเดินขึ้น ไม่มีลิฟต์ ทั้งเหม็นทั้งสกปรก”
หรงจี้เฉียวนิ่งอึ้งไปเลย “คุณรู้ได้ไง”
ต้วนเยี่ยนหัวเราะ “นายหน้าก็ส่งห้องในหมู่บ้านในเมืองมาให้ผมดูหลายห้อง”
หรงจี้เฉียวพูดไม่ออก
ต้วนเยี่ยนเบี่ยงมามองเธอ แววตาฉายแววล้อเลียนนิด ๆ “มันโทรมเกินไป อยู่ไม่ไหวใช่ไหม”
หรงจี้เฉียวหน้าแดง “เปล่านะ”
“แล้วทำไมไม่เช่าล่ะ”
หรงจี้เฉียวกัดปาก คิดอยู่นานก็นึกคำแก้ตัวไม่ออก
“ก็…” เธอขยำขอบผ้าปู เสียงเบาลงเรื่อย ๆ
ต้วนเยี่ยนเลิกคิ้ว
“ฉันจะไปดูอีกพรุ่งนี้ ดูว่ามีแบบดีกว่านี้หน่อยไหม” หรงจี้เฉียวพูดพลางรู้สึกอายขึ้นมา ใบหูร้อนผ่าว
เมื่อกี้ยังประกาศกร้าวว่าจะประหยัด พอตอนนี้มารังเกียจว่าห้องโทรม
เธอแอบชำเลืองมองต้วนเยี่ยน พบว่าเขายิ้มอยู่
เขาเอนพิงหัวเตียง แสงไฟนวลในห้องนอนส่องเฉียงจากด้านข้าง ตกเป็นเงาครึ่งสว่างครึ่งมืดบนใบหน้า
ใบหน้าที่ปกติเย็นชาและเงียบขรึม บัดนี้กลับมีริ้วรอยยิ้ม มุมปากยกโค้งเล็กน้อย มองไม่ชัด แต่เส้นรอบดวงตาอ่อนลง
หน้าตาเขาคมคายอยู่แล้ว คิ้วเข้มดั่งกระบี่ ตาลึก สันจมูกโด่งเป็นสัน เวลาไม่ยิ้มเหมือนรูปปั้นน้ำแข็ง เย็นยะเยือกไม่ว่าใครก็อย่าเข้าใกล้
แต่ตอนนี้คิ้วตาผ่อนคลาย กลิ่นอายดุดันจางหายไปกว่าครึ่ง ในแววตาซ่อนความหยอกล้อคล้ายมองทะลุความคิดเล็ก ๆ ของเธอ แต่ไม่คิดจะเปิดโป่ง
หรงจี้เฉียวหน้ายิ่งแดง ยื่นมือผลักเขา “คุณหัวเราะอะไร!”
ต้วนเยี่ยนไม่หลบ ปล่อยให้เธอผลัก กลับหัวเราะหน้าตายิ่งกว่าเดิม
เขาจับมือเธอไว้ “เปล่าหัวเราะอะไรนี่”
หรงจี้เฉียวโกรธจนอยากดึงมือกลับ ต้วนเยี่ยนกำแน่น
เธอออกแรงกระชาก ต้วนเยี่ยนก็เอนตัวตามแรง ล้มพาเธอลงบนเตียง
หรงจี้เฉียวไม่ทันระวังตัว ทั้งร่างซบเข้าในอ้อมอกเขา
ปลายจมูกกระแทกกับอกเขา กลิ่นผสมระหว่างผงซักฟอกกับเหงื่ออ่อน ๆ ลอยเข้าจมูก
สมองเธอว่างเปล่า แข็งค้างไม่กล้าขยับ
ต้วนเยี่ยนโอบเอวเธอไว้ คางกดบนหัวเธอ “บอกจะประหยัด สุดท้ายตัวเองก็ทนไม่ได้”
หรงจี้เฉียวซุกอกเขา เสียงอู้อี้ “ก็ไม่คิดว่ามันจะโทรมขนาดนั้น”
ต้วนเยี่ยนหัวเราะออกมา อกกระเทือนจนหัวใจเธอเต้นสะเปะสะปะ
หรงจี้เฉียวดิ้นสองที ไม่หลุด สุดท้ายยอมแพ้ สลบนิ่งบนตัวเขา
ในห้องเหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่
หนึ่งจังหวะ หนึ่งจังหวะ ซ้อนทับสลับกัน
นิ้วของต้วนเยี่ยนสอดผ่านเส้นผมเธอ ปลายนิ้วเสียดสีหลังคอเธอเบา ๆ
หรงจี้เฉียวร่างสั่นสะท้าน หัวใจเต้นถี่ยิ่งขึ้น
เธออยากลุกนั่ง แต่ต้วนเยี่ยนกลับกดไหล่เธอไว้
“อย่าขยับเลย มันแข็งแล้ว”