อวี๋เสวียชิงเพิ่งรับประทานอาหารเช้ากับท่านน้าจนเสร็จ แล้วจึงกลับมายังเรือนหลิวชุน
ไม่นานก็ได้รับเทียบเชิญที่ชุยจินเหยียวส่งคนมามอบให้ บอกว่าอยากเชิญนางไปเยี่ยมเยือนที่จวน และแน่นอนว่ายังเชิญหลิวอิงซีไปด้วย
การที่ชุยจินเหยียวได้รับเทียบเชิญจากตระกูลจางให้ไปร่วมงานเลี้ยงดอกท้อง ย่อมแสดงว่าฐานะทางบ้านของนางไม่ธรรมดา ครอบครัวทำการค้าผ้าไหม ทั้งยังไปมาหาสู่กับจวนทงพานอยู่บ้าง นับเป็นคหบดีมีชื่อเสียงในเยิ่วโจว
ทิวทัศน์ภายในสกุลชุยกลับแตกต่างจากที่อื่นอยู่มาก
นอกจากศาลา หอคอย ราวระเบียงแกะสลัก และเรือนริมน้ำที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว ในสกุลยังมีภูเขาจำลองและหินประหลาดซ้อนสลับกันเป็นชั้น ๆ สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสระน้ำกว้างใหญ่ในสวนหลัง ซึ่งแทบกินพื้นที่ไปกว่าครึ่งของจวน
ในสระมีใบบัวกลมเป็นพุ่ม ด้วยยังไม่เข้าสู่ฤดูร้อน ท่ามกลางสีเขียวจึงมีเพียงดอกตูมอ่อนช้อยประปราย ยังไม่ถึงคราวดอกบัวผลิบานสะพรั่ง
“มารดาข้าเดิมเป็นหญิงเก็บบัว ชอบน้ำที่สุด เมื่อก่อนท่านอาศัยเก็บฝักบัวจนเก็บเงินก้อนแรกได้ ถึงได้ช่วยให้ครอบครัวค่อย ๆ ตั้งตัวขึ้นมา”
ชุยจินเหยียวยิ้มจนดวงตาหยี น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ “ปีที่แล้วตอนมารดาอารมณ์ดี ท่านยังลงน้ำไปหักฝักบัวให้พวกเราด้วยตนเอง แล้วยังทำข้าวอบรากบัวหั่นเต๋าให้กิน อร่อยมากเลยล่ะ”
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของนางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเติมความเสียดายลงไปอีกหลายส่วน “แต่ตอนนี้พี่ใหญ่เป็นผู้ดูแลกิจการในบ้าน บิดามารดาก็ไม่ค่อยอยู่ในจวน ชอบกลับไปพักที่บ้านเก่าหลังเดิม ไม่เช่นนั้นพอถึงฤดูกาล ข้าคงให้พวกเจ้าลองชิมฝีมือมารดาได้แน่”
