“อีกทั้งเขายังประจำการรักษาด่านชายแดนมาช้านาน คำกล่าวนี้ก็มิได้ผิดนัก เสวียชิงของเราอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก จะทนความหนาวเหน็บในดินแดนเช่นนั้นได้อย่างไร”
ซูซูหลานกล่าวต่อ “ต่อให้ได้อยู่ในนครหลวงด้วยกัน สามีภรรยาก็ยังต้องพรากจากกันนานปี แล้วจะมีความหมายอันใดเล่า ข้าไม่อาจทำใจให้บุตรสาวออกเรือนไปใช้ชีวิตเช่นนั้นได้”
ท่านอวี๋อ้วนพยักหน้า “ฮูหยินกล่าวได้ถูกต้อง แทนที่จะไปปีนป่ายตระกูลสูงศักดิ์ มิสู้หาครอบครัวที่เหมาะสมเสมอกัน และปฏิบัติต่อเสวียชิงอย่างดี พวกเราในฐานะบิดามารดาจึงจะวางใจได้ บัดนี้ตระกูลอวี๋กับตระกูลฮั่วมีฐานะห่างชั้นกันเหลือเกิน ความสัมพันธ์เก่าแก่แต่กาลก่อนก็ไม่เหลือแล้ว”
ซูซูหลานได้ยินดังนั้น สีหน้าจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนตอบรับเบา ๆ ว่า “อืม”
*
เมื่อออกจากโถงหน้า ฮั่วจงหมิงก็มุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของตระกูลอวี๋
ตอนที่เขามาถึง ท้องฟ้ามีละอองฝนโปรยปรายลงมาอยู่แล้ว ยามนี้ฟ้ายิ่งมืดครึ้ม สายฝนละเอียดถี่โปรยลงมา ครั้นลมพัดผ่านก็เฉียงปะทะใบหน้า
เขาไม่หยุดฝีเท้า เพิ่งก้าวพ้นประตูเรือน กำลังจะเดินไปยังรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกล ก็พลันเหลือบเห็นหญิงสาววัยแรกแย้มผู้หนึ่งค่อย ๆ เดินฝ่าฝนมา
นางกางร่มกระดาษเคลือบน้ำมันสีขาวนวล รูปร่างเพรียวบาง ย่างก้าวเนิบช้าอ่อนช้อย
ผืนร่มเอียงมาข้างหน้าเล็กน้อย บดบังใบหน้าไว้กว่าครึ่ง เผยให้เห็นเพียงปลายคางเล็กงาม กับชายกระโปรงสีเขียวอ่อนที่ไหวพลิ้วไปตามย่างก้าว ราวกับนางเพิ่งก้าวออกมาจากภาพวาดหมึกจีน
เมื่อนางเดินเข้ามาใกล้ ฮั่วจงหมิงจึงเห็นใบหน้าของหญิงสาวชัดเจน
นางงดงามอย่างไม่ต้องสงสัย คิ้วดุจภูเขาไกล ริมฝีปากแดงฟันขาว เครื่องหน้าผุดผ่องงามตา ทว่าคิ้วตากลับอ่อนโยนละมุนละไม พอดีช่วยลดทอนความงามที่เจิดจ้าจนชวนตะลึงลง เผยให้เห็นกลิ่นอายสงบนิ่ง
