“เจ้าว่าอะไรนะ?”
หวังเหยียนเชากระชากคอเสื้อองครักษ์สนิทผู้นั้นอย่างแรง ดวงตาแดงก่ำ ราวกับจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
“ประตูเมืองทางใต้...เปิดแล้วหรือ?”
“คือ...คือพวกพี่น้องที่เฝ้าเมือง...” องครักษ์สนิทกำลังจะรายงานซ้ำอีกครั้ง ก็ถูกหวังเหยียนเชาตวาดขัดด้วยความเดือดดาล
“ข้าไม่ได้หูหนวก!!!!”
หวังเหยียนเชาเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ผู้บัญชาการด้านหลัง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ประตูเมืองเปิดแล้วหรือ?
แถมยังเป็นคนของตนเองที่เปิดอีก?
ทหารใต้บังคับบัญชาของเขา ถึงกับต้อนรับศัตรูเข้าเมืองเช่นนี้หรือ?
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกอัปยศและสิ้นหวัง ยิ่งกว่าตอนที่ลู่อันเหนียนใช้ระเบิดสะเทือนฟ้าถล่มประตูเมืองเสียอีก
เดิมทีเขายังคิดจะก่อกบฏชิงอำนาจอยู่แท้ ๆ
แต่ตอนนี้ กิจใหญ่ยังไม่ทันสำเร็จครึ่งทางก็ล่มสลายเสียแล้ว
หน้าแตกยับเยิน!
“ท่าน...” หวังจิ้นที่อยู่ข้าง ๆ อ้าปากเหมือนอยากพูดอะไร ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
“อยากพูดอะไรก็พูดมา!” หวังเหยียนเชาเดือดดาลจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่ คำรามเสียงต่ำ
“หรือไม่...พวกเราก็ยอมจำนนเถิด!” หวังจิ้นกัดฟัน ตัดสินใจพูดออกมาอย่างไม่สนอะไรแล้ว
“ข้าว่าก็ดีนะ...” โจวซินที่อยู่ข้าง ๆ เสริมขึ้นมาเบา ๆ พลางกลืนน้ำลาย
“พวกเจ้า!!”
หวังเหยียนเชาโทสะแล่นขึ้นสมอง เบื้องหน้ามืดวูบ
“ท่าน!!!”
“ท่านได้สติหน่อยขอรับ!!”
……
อำเภอจิงหลิง ประตูเมืองทางใต้
ประตูเมืองบานใหญ่หนักอึ้งค่อย ๆ เปิดออก
ทั้งภายในและภายนอกประตูเมืองเงียบกริบ
ทหารรักษาเมืองเดิมของอำเภอจิงหลิงหลายร้อยนายวางอาวุธในมือลงแล้ว หอกยาวกับกระบี่หูช้างกองระเกะระกะอยู่ตรงมุมกำแพง ราวกับเป็นเพียงเศษเหล็กไร้ค่า
พวกเขาบ้างคุกเข่า บ้างยืนก้มหน้า ไม่กล้ามองเหล่าทหารเกราะดำที่เดินทัพเข้าเมือง ด้วยกลัวจะพลอยถูกลากไปเกี่ยวข้องด้วย
