เมืองลั่วหยาง ลานฝึกเล็กด้านหลังคฤหาสน์ตระกูลจ้าว
“ปัง!”
ทวนด้ามยาวเกราะหนักพุ่งแทงตรงเข้าไป เสียบทะลุตอไม้ฝึกซ้อมขนาดเท่าชามใบใหญ่กลางลาน
จ้าวหงงอิ้นดึงทวนออก ก่อนโยนให้หลี่ฮั่นเชา นายทหารผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างกาย จากนั้นก็รับผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อร้อนบนใบหน้า
สายตาของเขาเหลือบไปยังโต๊ะหินกลางลาน บนนั้นมีพระราชโองการม้วนหนึ่งวางอยู่ เป็นฉบับที่เพิ่งไปรับมาจากในวัง
“ผู้บัญชาการ เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงให้ท่านไปตรวจการที่ชายแดนจังหวัดฝูโจวกะทันหันเช่นนี้” หลี่ฮั่นเชาเหลือบมองพระราชโองการ แล้วอดเอ่ยถามไม่ได้
จ้าวหงงอิ้นเดินไปนั่งหน้าโต๊ะหิน ยกถ้วยกระเบื้องหยาบขึ้นดื่มชาเย็นอึกใหญ่
“แนวหน้ากำลังรบพัวพันดุเดือด กองทัพของฟ่านเหยียนกวงกำลังเคลื่อนเข้าประชิดเมืองลั่วหยาง ยามนี้เป็นช่วงที่ฝ่าบาทต้องใช้คนมากที่สุด” เขาขมวดคิ้วแน่น พลางส่ายหน้าเบา ๆ “แต่กลับทรงแต่งตั้งข้าเป็นผู้ตรวจการกะทันหัน ให้พาทหารม้าเกราะหนักชั้นยอดหนึ่งร้อยนายไปประกาศพระราชโองการที่จังหวัดฝูโจว นี่เห็นชัดว่าทรงเริ่มระแวงลู่อันเหนียนผู้นั้นแล้ว!”
“ได้ยินว่าจังหวัดฝูโจวส่งข้าวใหม่สามหมื่นสือเข้าคลังหลวงไท่ชางในคราวเดียว ช่วยแก้ปัญหาเสบียงแนวหน้าที่กำลังขาดแคลนได้ทันท่วงที แต่ตู้จงเหวยกลับยื่นฎีกากล่าวโทษลู่อันเหนียนโดยไม่มีเหตุผล ฝ่าบาททรงระแวงผู้อื่นเป็นทุนเดิม จึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นใช่หรือไม่ขอรับ” หลี่ฮั่นเชาถามด้วยแววตาใคร่รู้
“อืม ตู้จงเหวยกับลู่อันเหนียน...คงมีเรื่องบาดหมางกันไม่น้อย!” จ้าวหงงอิ้นพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“เฮอะ ๆ พวกเขาจะบาดหมางกันเรื่องอะไรก็ช่างเถิด!” หลี่ฮั่นเชาฉีกยิ้มกว้างขึ้นมา “ผู้บัญชาการ คราวนี้ถือเสียว่าไปทำราชการพร้อมเยี่ยมญาติแล้วกัน!”
