รุ่งเช้าวันถัดมา
เมืองลั่วหยาง นอกพระตำหนักฉงหยวนแห่งพระราชวังหลวง
ฟ้าหม่นสีเทา ลมพัดใบไม้ร่วงให้หมุนวนอยู่บนบันไดหินหยกขาว
ตู้จงเหวยก้าวลงจากเกี้ยว จัดหมวกขุนนางบนศีรษะให้เข้าที่ ฝ่ามือพลันกดลงบนหน้าอกตรงตำแหน่งที่ซ่อนสาส์นลับไว้
“ลู่อันเหนียน ครานี้ต่อให้เจ้ามีวิชาอภินิหารปานใด ก็อย่าคิดว่าจะรอดพ้นไปได้โดยไม่เป็นอะไร” ตู้จงเหวยแค่นหัวเราะ
เขาก้าวขึ้นบันไดหิน ทว่าเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตูตำหนักข้าง ก็ได้ยินเสียงของหนักแตกกระจายดังมาจากด้านใน
“ขุนนางผู้คุมทัพม้าและทหารราบ ตู้จงเหวย ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”
สิ้นเสียงขาน ตู้จงเหวยก็เดินเข้าไปในตำหนักข้าง
“กบฏ! กบฏกันหมดแล้ว!”
“เราให้พวกเขาส่งเสบียงมาปราบโจร! แต่ละคนกลับเอาแต่ปัดความรับผิดชอบบ้างก็อ้างว่าประสบภัยพิบัติ บ้างก็บอกว่าคลังว่างเปล่าจนหนูอดตาย!”
“พวกกบฏทรยศเหล่านี้ ยามปกติเมื่อขอเงินขอตำแหน่งจากราชสำนัก ล้วนประจบสอพลอเสียยิ่งกว่าใคร! บัดนี้ฟ่านเหยียนกวงก่อกบฏ ทหารแนวหน้าหนึ่งแสนนายกำลังหิวโหยรอเสบียง พวกมันกลับไม่ยอมควักออกมาสักอีแปะ!”
“ล้วนเป็นโจรแผ่นดินทั้งสิ้น!!!”
เพียงก้าวเข้าตำหนัก ตู้จงเหวยก็ได้ยินเสียงด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
บนบัลลังก์มังกร ฮ่องเต้กำลังด่ากราดจนหน้าแดงก่ำ คอขึ้นเอ็น แม้แต่ปอยผมก็หลุดลุ่ยไปหลายเส้น
ในใจเขาพลันตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย เมื่อมองเข้าไปด้านในจึงพบว่าซังเหวยฮั่นกับโจวเต๋อเจิ้งก็อยู่ที่นั่นด้วย
ทั้งสองก้มหน้า ปล่อยให้ฮ่องเต้ระบายโทสะอยู่เบื้องบนโดยไม่เอ่ยสักคำ
“กระหม่อมขอถวายบังคมฝ่าบาท”
ตู้จงเหวยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก้มกายคำนับ
เมื่อเห็นว่าเป็นตู้จงเหวย ฮ่องเต้ก็ข่มโทสะ ก่อนทิ้งพระวรกายลงนั่งบนบัลลังก์มังกรอีกครั้ง พระอุระกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก
“จงเหวยมาแล้วหรือ” ฮ่องเต้ยกชาเย็นที่เหลือครึ่งถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียว คล้ายด่าจนพระศอแห้งผาก จากนั้นจึงตรัสต่อ “เรื่องแนวหน้าขาดเสบียง เจ้าย่อมได้ยินมาแล้ว ฟ่านเหยียนกวงยกทัพมาอย่างดุดัน หากสองฝ่ายเปิดศึกกันขึ้นมา แต่ละวันย่อมสิ้นเปลืองเงินทองและเสบียงนับไม่ถ้วน!”
