เพิ่งเลี้ยวเข้าปากตรอก หลี่โกวเอ๋อร์ก็ได้กลิ่นหอมของข้าวสวยที่ห่างหายไปนาน
กลิ่นนั้นทำให้จมูกเขาแสบขึ้นมา ขอบตาแดงก่ำในพริบตา
เขารีบสาวเท้าสามก้าวรวบเป็นสอง พุ่งไปถึงหน้าประตูบ้านแล้วผลักบานประตูไม้เก่าผุพังให้เปิดออก
“ท่านแม่! ซิ่วอิง!”
ภายในบ้าน มารดาของเขาซึ่งปกติมักมีสีหน้าอมทุกข์ ยามนี้กำลังนั่งอยู่หน้าเตาไฟ ใบหน้าแต้มรอยยิ้ม พลางเติมฟืนเข้าไปในเตา
ส่วนซิ่วอิง ภรรยาของเขา กำลังถือชามข้าวสวยร้อนกรุ่น เดินออกมาจากห้องด้านใน
ข้าวในชามเรียงเม็ดสวยใสเป็นประกาย แม้แต่เม็ดที่มีสีอื่นปะปนก็ไม่มีสักเม็ด
“ท่านพี่…ท่านกลับมาได้อย่างไร?” ซิ่วอิงเห็นเขา ก็ทั้งตกใจทั้งยินดี
“โกวเอ๋อร์กลับมาแล้ว!” มารดาลุกขึ้นยืน ยิ้มจนหุบปากไม่ลง “เร็วเข้า มากินข้าวเร็ว! ดูสิ ข้าวสวย! บ้านเราก็ได้กินข้าวสวยแล้ว!”
หลี่โกวเอ๋อร์มองชามข้าวนั้น ข้าวสวยเช่นนี้ตามปกติแม้แต่ใต้เท้าขุนนางยังไม่ได้กิน แต่ตอนนี้กลับมีเต็มชามตั้งอยู่บนโต๊ะ กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอ
เมื่อมองรอยยิ้มบนใบหน้าของมารดาและภรรยา เขากลับพูดอะไรไม่ออกอยู่ชั่วขณะ
“ท่านแม่…ข้าวนี่…”
“ท่านผู้ว่าราชการลู่คนใหม่สั่งเปิดยุ้งฉางขาย! ถังละสามสิบอีแปะ!” ซิ่วอิงรีบพูดขึ้น ดวงตาเป็นประกาย “วันนี้ข้าใช้เงินที่ท่านให้ไว้ก่อนหน้านี้ ซื้อกลับมาสามถัง พอให้พวกเรากินได้อีกหลายวันเลย!”
“ท่านพี่ ท่านผู้ว่าราชการลู่ผู้นี้เป็นขุนนางที่ดีจริง ๆ!”
หลี่โกวเอ๋อร์รับชามข้าวมา สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านบนฝ่ามือ
เขาตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำ กลิ่นหอมของข้าวพลันอบอวลไปทั่วทั้งปาก
ชาตินี้เขาไม่เคยกินข้าวหอมอร่อยเช่นนี้มาก่อน
แม้ไม่มีอาหารอย่างอื่น กินข้าวเปล่า ๆ ก็ไม่รู้สึกจืดชืดแม้แต่น้อย
