“กุนซือ! เจ้าแซ่ลู่นั่นเห็นชัด ๆ ว่ากำลังเล่นหัวพวกเราอยู่!”
เฉาเป้าตบโต๊ะเสียงดังลั่น ถ้วยชาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง น้ำชากระฉอกเต็มโต๊ะ
“พวกเรามาเสียเวลาอยู่ในโรงเตี๊ยมนี้ตั้งสามวันแล้ว!” เขากดมือบนด้ามดาบที่เอว เดินวนไปมาในห้องจนเกราะกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง “พูดกันดิบดีว่าจะให้คำตอบหลังสามวัน แต่ลู่อันเหนียนนั่นกลับไม่แม้แต่จะบอกกล่าวสักคำ ดันวิ่งไปปราบโจรเสียแล้ว!”
เหลียงเจิ้นยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าต่าง สายตาทอดข้ามถนนอันวุ่นวายไปยังทิศทางของอำเภอเหมียนหยาง โดยไม่เอ่ยตอบ
เฉาเป้ายิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล
“เจ้าหนานอ๋องมอบภารกิจนี้ให้พวกเรา คนฝีมือดีสองร้อยนายของเยลิ่วปาซ่อนตัวอยู่ในป่ารกร้างแถบชายแดนเมืองเจียงหลิง มีโอกาสถูกกองทหารไล่ตามของชนเผ่าฉีตานพบได้ทุกเมื่อ คนพวกนั้นเป็นใครกัน พวกเรารอต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
เขาหยุดฝีเท้า หันไปมองเหลียงเจิ้น
“ถ้าเจ้าแซ่ลู่ไม่กล้ารับเผือกร้อนนี้ ก็บอกมาตรง ๆ! ปล่อยให้พวกเรารอเก้ออยู่ที่นี่หมายความว่าอย่างไร คิดว่าพวกเราไม่มีโทสะหรือ?”
“ถ้าทำให้ข้าโมโหขึ้นมา ข้าจะระดมพลเดี๋ยวนี้ แล้วไปอำเภอเหมียนหยางถามเขาต่อหน้าให้รู้เรื่อง!”
“เชิญไปสิ!” เหลียงเจิ้นกล่าวเสียงเรียบ
“ข้า...” เฉาเป้าชะงักคำพูด เขาไม่คิดเลยว่าเหลียงเจิ้นจะไม่เล่นตามบท ยามนี้กุนซือไม่ควรจะเอ่ยห้ามสักหน่อยหรือ?
“ไม่กล้าไปก็หุบปากเสีย!” น้ำเสียงของเหลียงเจิ้นยังคงสงบนิ่ง
