“พี่ใหญ่หวัง เหตุใดบนกำแพงเมืองถึงไม่มีแสงไฟสักดวงเลยเล่า?”
ห่างจากกำแพงเมืองออกไปสามลี้ หวังมาจื่อกับจ้าวเหลาซื่อนำโจรภูเขากว่าพันคน ก้มตัวเดินย่องไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก แต่ละก้าวระมัดระวังยิ่ง บรรยากาศโดยรอบตึงเครียด มีเพียงเสียงหญ้าแห้งถูกเหยียบดังสวบสาบ
โจรคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้หวังมาจื่อ เสียงสั่นเครือขณะเอ่ยขึ้น
หวังมาจื่อเงยหน้ามองแวบหนึ่ง บนกำแพงเมืองมีเพียงคบเพลิงประปรายกับทหารยามไม่กี่คนที่ยืนเฝ้าระวังอยู่ ไม่พบความเคลื่อนไหวผิดปกติอื่นใด ดูราวกับพวกเขายังไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนลอบเข้ามาใกล้
“คงทนเฝ้ายามช่วงครึ่งคืนแรกไม่ไหว ตอนนี้คงหลับสนิทกันหมดแล้ว”
ในใจหวังมาจื่อเองก็หวั่นวิตก ทว่าทำได้เพียงฝืนใจปลอบลูกน้อง “นี่เป็นเรื่องดี! ฉวยโอกาสตอนพวกมันไม่ทันระวัง เราลอบเข้าไป ขอเพียงพาดบันไดขึ้นกำแพงได้ ก็จะสังหารพวกมันจนทิ้งหมวกเกราะหนีกระเจิง!”
“บอกพี่น้องให้เร่งฝีเท้า ต้องเข้าใกล้กำแพงเมืองให้ได้มากที่สุดก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว!”
จ้าวเหลาซื่อที่เดินอยู่อีกด้านเร่งให้ลูกน้องก้าวเร็วขึ้น
“ขอรับ!”
โจรภูเขากว่าพันคนเร่งฝีเท้าขึ้นในทันที
ทว่าหวังมาจื่อกับจ้าวเหลาซื่อกลับสบตากัน แล้วชะลอฝีเท้าลง
ถึงขั้นหยุดเดิน ก่อนจะเริ่มถอยร่นไปทางด้านหลัง
พวกเขารู้ดีว่าโจรเหล่านี้ขึ้นไปก็มีแต่จะเป็นเบี้ยหน้ากระดาน พวกตนย่อมไม่โง่ตามไปส่งชีวิตด้วย
ห้าร้อยก้าว
สามร้อยก้าว
ระยะห่างใกล้เข้ามาทุกที
บนกำแพงเมืองยังคงไร้ความเคลื่อนไหว
โจรภูเขาที่กำลังใจจดใจจ่อค่อยๆ ผ่อนคลายลง ลมหายใจกลับเริ่มถี่กระชั้น
ความฮึกเหิมค่อยๆ ปะทุขึ้น!
แต่กลับไม่มีใครสังเกตว่าทุกอย่างราบรื่นจนผิดปกติ
