“นี่...จบแล้วหรือ?”
กลิ่นดินปืนฉุนจัดพวยพุ่งมาตามสายลมแม่น้ำ จนเฉาเป้าสำลักไอไม่หยุด
แม้บนผิวน้ำยังมีโจรสลัดน้ำบางส่วนหลบหนีอยู่ประปราย แต่ผลลัพธ์นั้นปราศจากข้อกังขาแล้ว
บนเนินสูงทั้งเนินเงียบกริบ
เยลิ่วปาอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังเอ่ยอะไรไม่ออก
ทหารชนเผ่าฉีตานกว่าสองร้อยนายที่อยู่เบื้องหลัง ความโอหังดื้อรั้นก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปจนสิ้น
ยามนี้แต่ละคนต่างมองหน้ากัน แววตายังฉายชัดถึงความหวาดหวั่นและเกรงกลัว
“จงหยวนมีอาวุธเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? เหตุใดพวกเราจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน...” เยลิ่วปากลืนน้ำลาย ผ่านไปเนิ่นนาน ใจยังสั่นไม่หยุด ก่อนจะหันไปมองลู่อันเหนียนโดยไม่รู้ตัว
องค์ชายผู้มาจากราชสำนักชนเผ่าฉีตานผู้นี้ ยามนี้รู้สึกเพียงแผ่นหลังเย็นวาบ
เขาเคยเห็นผู้คนล้มตายในสนามรบมาไม่น้อย แต่ไม่เคยพบเห็นวิธีสังหารที่ไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อน
เมื่อครู่เขายังจินตนาการว่า หากกองทหารม้าเหล็กของชนเผ่าฉีตานบุกทะลวงในสนามรบ แล้วต้องเผชิญกับอาวุธสังหารที่เรียกว่า “ระเบิดสะเทือนฟ้า” นี้ จะรับมือได้หรือไม่?
หรือจะกล่าวว่า ก่อนที่ระเบิดสะเทือนฟ้าจะทำลายกองทหารม้าเหล็กของพวกเขาจนพินาศ พวกเขาจะบุกไปถึงแนวหน้าของข้าศึกได้หรือไม่?
เพียงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาก็ได้ข้อสรุป
ไม่ได้!
เป็นไปไม่ได้แน่นอน...
แม้แต่กองทหารม้าชั้นยอดที่สุดของชนเผ่าฉีตาน ก็ไม่มีทางบุกไปถึงแนวหน้าของข้าศึกได้ ท่ามกลางการระดมยิงระเบิดสะเทือนฟ้าปูพรมเช่นนี้
นี่ไม่ใช่เรื่องกลัวตายหรือไม่แล้ว แต่เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง
อาวุธชนิดนี้ ในสนามรบที่ยังใช้ศาสตราวุธเย็น...ย่อมเป็นฝันร้ายของศัตรูทุกคนอย่างแน่นอน!
“เหลือเชื่อจริง ๆ!” เหลียงเจิ้นพึมพำกับตนเอง
กล่าวไปแล้ว นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอานุภาพอันร้ายกาจของระเบิดสะเทือนฟ้าด้วยตาตนเอง ความสะเทือนใจครั้งนี้รุนแรงกว่าการอ่านรายงานข่าวกรองนับร้อยเท่า
