โจวซินกดหน้าผากแนบลงกับดินเย็นเยียบ ร่างสั่นระริกราวกับถูกเขย่า
เขารู้สึกได้ว่าคมดาบที่พาดอยู่บนลำคอกดลงมาอีกหลายส่วน
“ใต้เท้า คำพูดของข้าน้อยล้วนเป็นความจริง! หวังเหยียนเชาผู้นี้ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่ภายในกลวงโบ๋ ถูกท่านทำให้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปนานแล้ว! ขอเพียงข้าน้อยกลับไปชี้แจงถึงความแข็งแกร่งของกองกำลังชิงซาน เขาย่อมไม่กล้าเป็นศัตรูกับท่านอีกแน่นอน!”
ลู่อันเหนียนไม่พูด เพียงเก็บดาบยาวกลับเข้าฝัก เสียงดาบเสียดสีกับฝักดังแผ่วเบา
เสียงนั้นในหูของโจวซินไพเราะไม่ต่างจากเสียงสวรรค์
“เจ้าก็นับว่าเป็นคนฉลาด” ลู่อันเหนียนมองโจวซินจากเบื้องบน น้ำเสียงยากจะหยั่งว่าพอใจหรือโกรธ
“เมื่อข้าน้อยตัดสินใจภักดีต่อท่านผู้ว่าราชการลู่แล้ว ย่อมไม่คิดเป็นอื่นอีก!” โจวซินรีบก้มศีรษะโขกพื้นอีกครั้ง
ลู่อันเหนียนหันไปมองหวังผู่ แล้วถามว่า “ท่านหวัง ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
หวังผู่โบกพัดผ้า พลางพิจารณาโจวซินอยู่สองสามครั้ง ก่อนเอ่ยเนิบช้า “หญ้าบนกำแพง ลมพัดไปทางใดก็เอนตามทางนั้น”
จ้าวเถี่ยหนิวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เริ่มหมดความอดทน แทรกขึ้นด้วยเสียงทุ้มก้อง “ใต้เท้า จะยุ่งยากไปไย! ข้าว่าฟันมันทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง เก็บไว้ก็มีแต่เป็นภัย!”
พอโจวซินได้ยิน หัวใจที่เพิ่งสงบลงก็พลันเต้นขึ้นมาจุกถึงคอ ร่างแทบทรุดลงกับพื้น
“เถี่ยหนิว พูดเช่นนั้นไม่ได้” ลู่อันเหนียนยิ้ม “สุนัขที่พูดได้ ย่อมมีประโยชน์กว่าสุนัขตายตัวหนึ่ง”
เขามองโจวซินอีกครั้ง ทว่าคำพูดกลับเอ่ยกับจ้าวเถี่ยหนิว “พาตัวลงไปก่อน อย่าให้หนีไปได้ และอย่าให้ตาย”
“ขอรับ!” แม้จ้าวเถี่ยหนิวจะไม่เข้าใจ แต่ก็รับคำสั่ง
เขาคว้าตัวโจวซินยกขึ้นจากพื้น ราวกับหิ้วลูกไก่ตัวหนึ่ง
“ขอบพระคุณใต้เท้าที่ไว้ชีวิต! ขอบพระคุณใต้เท้า!” โจวซินรอดตายมาได้ จึงตะโกนขอบคุณทั้งน้ำตา
