เหลียงเหมิงนับถือจนหมดใจ กำลังจะเอ่ยถ้อยคำประจบสักสองสามประโยค ทว่ากลับเห็นไป๋เยว่เขย่งปลายเท้า ค่อย ๆ หยิบสิ่งหนึ่งลงมาจากกิ่งไม้ข้างกาย แล้วชูขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์
“นี่คือสิ่งใด?” เจี่ยนอวี่มองตามไป เห็นไป๋เยว่ถือเส้นสีดำพันกันเป็นกระจุกเล็ก ๆ คล้ายเส้นผม
“ข้าพบมันบนต้นไม้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเส้นผมของคนร้าย เส้นผมของเหยื่อที่ข้าตรวจเมื่อครู่ทั้งละเอียดนุ่มและดำสนิท” ไป๋เยว่กล่าว “กิ่งไม้แถบนี้แตกแขนงมากมาย เวลาเดินผ่านจึงเกี่ยวเสื้อผ้าได้ง่าย”
หากเป็นเมื่อก่อน นางไม่มีทางหยิบพยานหลักฐานสำคัญเช่นนี้ด้วยมือ ทว่าบัดนี้ไม่เป็นไรแล้ว อย่างไรยุคนี้ก็ไม่มีเครื่องมือใดใช้ตรวจสอบ จึงไม่ต้องกังวลว่าพยานหลักฐานจะปนเปื้อน
เส้นผมออกเหลืองเล็กน้อย ทั้งแห้งและหยาบกระด้าง
เจี่ยนอวี่กล่าวว่า “เหลียงเหมิง พาคนตามรอยเท้าไปดูว่าป่าแห่งนี้ออกไปยังที่ใด”
เหลียงเหมิงรับคำ กำลังจะออกเดิน ไป๋เยว่ก็ร้องเรียกจากด้านหลัง “ช้าก่อน”
เหลียงเหมิงหยุดยืนทันที
“จงจับตาคนลักษณะเช่นนี้เป็นพิเศษ” ไป๋เยว่กล่าว “เป็นชาย สูงราวเจ็ดฉื่อสี่ อายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี ร่างกายกำยำ อารมณ์ฉุนเฉียว อาจแต่งกายหนากว่าผู้อื่น หรือบางทีก็แต่งกายน้อยกว่า เสียงแหบแห้ง ลูกตาถลน อาจเป็นโรคผิวหนัง และมักห่อตัวมิดชิด...”
เหลียงเหมิงเบิกตาค้าง อดถามไม่ได้ว่า “ท่านเห็นคนร้ายแล้วหรือ?”
เหยื่อก็ยังไม่ฟื้น ทุกคนเห็นนางถูกพาตัวไป ต่อให้ครางสักคำยังทำไม่ได้ ไม่มีทางแอบบอกอะไรไป๋เยว่ได้
