“ผมยังรอเก็บเงินส่วนที่เหลือจากผู้จัดการสวี สำหรับงานจับหนอนบ่อนไส้อยู่เลยครับ”
พอหลินม่อพูดจบ บรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วในโถงก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีก
ลมยามค่ำพัดกรูเข้ามาทางประตูใหญ่ที่แตกพัง ส่งเสียงกระทบเศษกระจกบนพื้นเบา ๆ ผู้พิเศษสำนักเฉวียนซิ่งทั้งสิบที่เพิ่งถูกอัดจนหมดสภาพยังนอนแผ่อยู่กับพื้น แม้แต่เสียงครางก็แผ่วลงไปมาก
สีเลือดบนใบหน้าเสี่ยวหลี่ค่อย ๆ จางหาย ตัวเขาราวกับถูกดึงกระดูกออก ขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
เขาเงยหน้ามองหลินม่อ ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย
“คุณ...อย่าเข้ามาใกล้!” เสี่ยวหลี่ร้องเสียงแหลม แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร! เมื่อกี้ผมแค่ตกใจจนอยากหนี ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น!”
พนักงานไหนโตทงที่อยู่รอบข้างมองเขาเปลี่ยนไปแล้ว บางคนพึมพำด่าเบา ๆ ว่า “เป็นเขาจริง ๆ เหรอ?” บางคนก็เบือนหน้าหนีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ถึงอย่างไรเสี่ยวหลี่ก็ทำงานอยู่สาขามาสามปี ปกติเห็นใครก็ยิ้มให้ ใครจะคิดว่าเขาจะไปพัวพันกับสำนักเฉวียนซิ่ง
หลินม่อคร้านจะอ้อมค้อมกับเขา จึงเดินไปหยุดตรงหน้าเสี่ยวหลี่ ก้มมองเท้าซ้ายที่กำลังสั่น ก่อนจะใช้ปลายเท้าเขี่ยอย่างไม่ใส่ใจ เศษหินบนพื้นก็พุ่งออกไปทันที
เสียงปุ๊ดังขึ้น เศษหินพุ่งเข้าใส่พื้นรองเท้าราวกับกระสุน จากนั้นก็มีเสียงกร๊อบ พื้นรองเท้าชั้นในถูกแรงกระแทกจนเปิดออก อุปกรณ์สื่อสารสีดำขนาดเท่าฝ่ามือกระเด็นออกมา ยังไม่ทันตกถึงพื้น แรงที่เหลืออยู่ก็ทำให้มันแตกเป็นชิ้น ๆ ไปเสียแล้ว
สีหน้าที่แสร้งทำเป็นไร้เดียงสา ตื่นตระหนก และน้อยใจของเสี่ยวหลี่แข็งค้างไปหมด
เขาจ้องอุปกรณ์สื่อสารที่แตกละเอียด ความหวังเฮือกสุดท้ายก็สลายตามไปด้วย
พนักงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งตาแดงก่ำ อดด่าออกมาไม่ได้ว่า “แม่งเอ๊ย เป็นนายจริง ๆ ด้วย! ปิดพื้นที่ทั้งเขตแล้ว ยังกล้าส่งข่าวออกไปอีกเหรอ?”
“ไม่ใช่ของผม! นั่นไม่ใช่ของผม!” เสี่ยวหลี่พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น เสียงแหลมจนแสบหู “พวกคุณไม่มีหลักฐาน! จะทำกับผมแบบนี้ไม่ได้!”
เขาเพิ่งขยับ พนักงานฝ่ายรักษาความปลอดภัยสองคนก็พุ่งเข้าไปกดเขาลงกับพื้นทันที
