จี้ซูเหยาโทรมาหาแทบจะทันที น้ำเสียงเย็นชาและหนักแน่น “ลงมา ภายในสามนาที”
ซ่งสืออันสวมเสื้อคลุมทับแล้วสวมหมวก “ผมมีธุระ ไปก่อนนะ”
ฉือสวินยื่นมือออกมาจากด้านหลัง อยากจะเรียกเขาไว้ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ประตูก็ปิดลงเสียแล้ว
เจียงเหย่อขมวดคิ้วแน่น “เอาละ เรื่องนี้วุ่นวายใหญ่โตแล้ว น่าจะไปจัดการที่บริษัท ดูจากสถานการณ์แล้ว ในคอมเมนต์มีคนเริ่มคุมกระแสกันแล้ว แต่ข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ผุดออกมาไม่หยุด ขวางไม่อยู่เลย”
ฉือสวินพลิกหน้าจอโทรศัพท์ให้เขาดู “ดูสิ มีคนอ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา บอกว่าตอนปีหนึ่งเขาไม่เคยคุยกับใคร นิสัยเก็บตัว แถมยังมีนิสัยแย่มาก อีกคนก็ขุดเรื่องโฆษณาของเฟิงถูที่ใช้สตั๊นท์แมน บอกว่าฝีมือเล่นสกีของเขาเป็นของปลอม”
“ที่เหลือเชื่อกว่านั้นคือมีคนขุดรูปตอนเขากินข้าวในโรงอาหารขึ้นมา บอกว่ากินข้าวคนเดียวแปลว่ามนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ขอแค่รูปไหนมีจุดให้จับผิดนิดหน่อยก็โยงไปถึงนิสัยได้หมด กลิ้งเหมือนลูกหิมะ ยิ่งกลิ้งก็ยิ่งใหญ่”
เจียงเหย่อเหลือบมองภาพประกอบที่อ้างว่าเป็น “หลักฐานยืนยันนิสัยแย่”
ในภาพซ่งสืออันกำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่คนเดียวในโรงอาหาร
“แบบนี้ก็เอามาโจมตีได้เหรอ? กินข้าวคนเดียวผิดกฎหมายหรือไง?”
ทันทีที่ซ่งสืออันขึ้นรถ จี้ซูเหยาก็เหลือบมองเขาผ่านแว่นอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังเสียหลักอย่างที่คิดไว้ แค่ดูเหนื่อยนิดหน่อย
“เห็นข่าวในเน็ตหรือยัง?”
ซ่งสืออันพยักหน้า “เห็นแล้ว”
จี้ซูเหยาถอดแว่นออกแล้วบีบหว่างคิ้ว
“แบรนด์ที่ก่อนหน้านี้แสดงเจตจำนงอยากร่วมงานด้วย โทรมาจนสายแทบไหม้ ทั้งหมดโทรมายกเลิกความตั้งใจจะร่วมงาน”
