แดดแผดจ้า เสียงจักจั่นร้องระงมไม่ขาดสาย
อันจิ่วยืนงีบอยู่ใต้ร่มเงาเล็ก ๆ นอกตำหนักกวงฮวา
“ตื่นได้แล้ว”
นางลืมตาขึ้น เห็นนางกำนัลอีกคนยืนอยู่ตรงหน้า กำลังขมวดคิ้วจ้องอันจิ่ว
“ดีนักนะเจ้า ไม่ตั้งใจเข้าเวรแล้วยังอู้งานอีก ระวังข้าจะไปฟ้องขันทีหลี่!” นางกำนัลเอ่ยอย่างเดือดดาล
“ช่างเถิด ชุ่ยหลิ่ว นางไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย” สตรีในอาภรณ์หรูหราปรามชุ่ยหลิ่ว
ชุ่ยหลิ่วไม่ยอมแพ้ “เหนียงเหนียงทรงใจดีเกินไป คนเกียจคร้านหลบเลี่ยงงานเช่นนี้ ควรไปบอกขันทีหลี่ให้ลงโทษเสียจึงจะถูก”
อันจิ่วมองนายบ่าวทั้งคู่ผลัดกันร้องรับอย่างเข้าขา สีหน้าหวาดหวั่น ทว่าในใจกลับไร้คลื่นอารมณ์แม้แต่น้อย
ในที่สุดนายบ่าวทั้งสองก็เล่นละครจบ ชุ่ยหลิ่วจึงเชิดหน้าพูดกับอันจิ่วว่า “เข้าไปแจ้งให้หน่อย บอกว่ากุ้ยเหรินเหมยลงมือตุ๋นน้ำแกงถวายฝ่าบาทด้วยตนเอง”
อันจิ่ว “?”
สองคนนี้เป็นอะไรกันหรือเปล่า? กลางหน้าร้อนแบบนี้ ร้อนจะตายอยู่แล้ว ฝ่าบาทก็ยังทรงบรรทมกลางวัน พวกนางกลับให้ฉันไปปลุกพระองค์ขึ้นมาดื่มน้ำแกงที่ตัวเองตุ๋นเนี่ยนะ?
นายบ่าวคู่นี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร? แล้วฉันเป็นใครกันล่ะ?
ช่วยใช้สมองกันหน่อยได้ไหม...
อารมณ์ของฮ่องเต้ร้ายกาจสุด ๆ
เรื่องนี้นางรู้ตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว
อันจิ่วทะลุมิติมา
ร่างเดิมเข้าวังตอนอายุสิบสาม อดทนตรากตรำอยู่สามปี ในที่สุดก็เก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง ทั้งยังติดสินบนผู้คนไปทั่ว จึงได้โอกาสไปคอยรับใช้อยู่ข้างพระวรกายฮ่องเต้
ด้วยอาศัยว่าตนมีรูปโฉมอยู่บ้าง ร่างเดิมจึงคิดปีนขึ้นเตียงมังกรเพื่อเป็นนายหญิง
วันนั้นเดิมทีนางต้องไปปรนนิบัติฮ่องเต้สรงน้ำแต่งกาย ทว่านางกำนัลที่เพิ่งเข้ามาใหม่เช่นกันให้เงินมากกว่า จึงได้โอกาสเข้าไปคอยรับใช้ใกล้ชิด
ไม่นานนัก นางกำนัลคนนั้นก็ไม่รู้ไปทำสิ่งใดให้ฮ่องเต้ขุ่นเคือง พระองค์คว้ากระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมาแทงทะลุร่างนางในคราเดียว เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว
ฮ่องเต้เช็ดกระบี่ที่เปื้อนเลือด โยนผ้าเช็ดหน้าลงพื้น แล้วเสด็จจากไปอย่างไม่สบพระทัย
ขันทีหลี่เห็นภาพนี้แล้วไม่ประหลาดใจ เพียงกำชับทุกคนว่า “ยังไม่รีบเก็บกวาดอีก อย่าให้สิ่งสกปรกเข้าตาฝ่าบาท”
ศพของนางกำนัลถูกหามออกไป ร่างเดิมกับนางกำนัลอีกหลายคนช่วยกันเก็บกวาดห้อง หลังกลับไป ร่างเดิมก็ตกใจจนจับไข้ ไม่รู้ว่าตายเพราะไข้ขึ้นหรือเพราะตกใจตายกันแน่ สรุปคือนางสิ้นใจไป ส่วนอันจิ่วเมื่อตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ในร่างเดิมเสียแล้ว
เพราะก่อนหน้านี้ติดสินบนไว้ไม่น้อย ป้าฉวี่จึงยกเว้นให้นางพักสามวัน วันนี้นางมาเข้าเวรอีกครั้ง ไม่กล้าเข้าไปใกล้เหมือนก่อน ทำเพียงยืนเฝ้าประตูอยู่ด้านนอกตำหนักอย่างเรียบร้อย คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอนายบ่าวกุ้ยเหรินเหมยเข้า...
กุ้ยเหรินเหมยได้ยินคำพูดของนางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่ชุ่ยหลิ่วไม่ยอม “เจ้าไม่เข้าใจคำพูดหรือ? บอกแล้วว่ากุ้ยเหรินเหมยต้องการเข้าเฝ้าฝ่าบาท...”
นางยังพูดไม่ทันจบ ขันทีหลี่ก็วิ่งเหยาะ ๆ ออกมา เห็นอันจิ่วคุกเข่าอยู่ จึงหันไปมองชุ่ยหลิ่ว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่านไม่ออกว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
พอชุ่ยหลิ่วเห็นขันทีหลี่ ก็เปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้มประจบในทันที
“ขันทีหลี่ เหนียงเหนียงของพวกเราตุ๋นน้ำแกงถวายฝ่าบาทด้วยตนเอง แต่คนเฝ้าตำหนักผู้นี้กลับไม่ยอมช่วยกราบทูล ไม่รู้ว่ามีเจตนาอันใด...”
กล่าวจบ นางยังแอบถลึงตาใส่อันจิ่วอีกด้วย
ขันทีหลี่ยังคงยิ้ม ทว่ามุมปากกลับหย่อนลงเล็กน้อย
“ฝ่าบาทยังทรงบรรทมกลางวัน กุ้ยเหรินโปรดกลับไปก่อนเถิด”
กุ้ยเหรินเหมยกล้าตำหนิอันจิ่ว แต่ไม่กล้าล่วงเกินขันทีหลี่ นางส่งสายตาให้ชุ่ยหลิ่ว ชุ่ยหลิ่วจึงหยิบถุงเงินออกมายัดใส่มือขันทีหลี่ ทว่าเขากลับยัดคืนให้นาง
“กุ้ยเหรินโปรดกลับไปก่อนเถิด ฝ่าบาทยังทรงบรรทมกลางวัน ข้าน้อยก็ไม่กล้ารบกวนเช่นกัน”
กุ้ยเหรินเหมยถอนหายใจ กำลังจะจากไป พลันเห็นเสี่ยวฝูจื่อซึ่งคอยรับใช้อยู่ในตำหนักวิ่งหน้าตั้งออกมา “ขันทีหลี่ ฝ่าบาททรงตื่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าขันทีหลี่เปลี่ยนไป เขาไม่สนใจกุ้ยเหรินเหมยอีก รีบวิ่งเหยาะ ๆ กลับเข้าไปในตำหนักกวงฮวา
ด้านนอกยังคงร้อนระอุ เสียงจักจั่นยังคงชวนให้หงุดหงิด กุ้ยเหรินเหมยยืนรออย่างกระวนกระวาย
“ชุ่ยหลิ่ว พวกเรารบกวนฝ่าบาทหรือไม่?”
ชุ่ยหลิ่วปลอบว่า “เหนียงเหนียงอย่าทรงกังวล ฝ่าบาทโปรดปรานเหนียงเหนียงถึงเพียงนั้น ย่อมต้องทรงพบพระองค์แน่”
กุ้ยเหรินเหมยจึงวางใจ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วรออย่างสงบ
ไม่นานนัก เสี่ยวฝูจื่อก็ออกมา
“กุ้ยเหรินเหมย ฝ่าบาทรับสั่งให้ท่านเข้าไป”
กุ้ยเหรินเหมยมีสีหน้ายินดี ชุ่ยหลิ่วเหลือบมองอันจิ่วอย่างได้ใจ ก่อนนายบ่าวทั้งสองจะยกน้ำแกงที่เย็นชืดไปนานแล้วเข้าไปในตำหนักกวงฮวา
อันจิ่วมองตามแผ่นหลังของพวกนาง พลางคิดในใจว่า ฮ่องเต้หงุดหงิดหลังตื่นนอนสุด ๆ เกรงว่ากุ้ยเหรินเหมยคงจะกลายเป็นคนไร้ยศในไม่ช้า...
เป็นอย่างที่คิด...
ยังไม่ทันครบหนึ่งก้านธูป กุ้ยเหรินเหมยก็ส่งเสียงกรีดร้อง ร่างอ่อนปวกเปียก ถูกขันทีน้อยหลายคนประคองออกมาจากตำหนัก
ส่วนชุ่ยหลิ่วนั้นถูกหามออกมา เลือดหยดเป็นทางไปตลอดแนว อันจิ่วกับนางกำนัลน้อยอีกสองคนถือถัง ช่วยกันล้างคราบเลือดบนพื้นอย่างเงียบงันและด้านชา
