ตอนที่ 2 ตัวจริงเรื่องเรียนห่วย
ซูหนิงหนิงตัดสินใจแล้ว เธอจะลุกขึ้นสู้
หลายปีต่อจากนั้น ซูหนิงหนิงตื่นเช้ากว่าไก่ นอนดึกกว่าหมา
ความพยายามไม่เคยทรยศใคร ผ่านไปหลายปี พอขึ้นชั้นมัธยมต้น ในที่สุดเธอก็หลุดจาก “บ๊วยตลอดกาล” มาเป็น…ที่โหล่สิบกว่า ๆ ได้สำเร็จ
ซูหนิงหนิง: .....
เธอสงสัยหนักมากว่าที่เป็นที่โหล่สิบกว่านี่เพราะโรงเรียนมีคนมากขึ้น พวกเด็กโง่จากโรงเรียนประถมต่าง ๆ แห่กันมารวมอยู่ที่นี่
พอถึงตรุษจีนหรือวันเทศกาล บนโต๊ะกินข้าวรวมญาติ ญาติผู้ใหญ่จะชมลูกพี่ลูกน้องของเธอว่า “ฉลาด” “หัวไว” “มีอนาคต”
แต่พอนึกถึงเธอ ก็มีแค่ประโยคเดียวตลอด: “หนิงหนิงบ้านเราน่ารักดี ดีละ”
ไม่มีแม้แต่ “เรียบร้อย” สักคำ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสิบกว่าปีมานี้ นอกจากผลการเรียนสุดห่วยแล้ว เธอยังมี “ผลงานสุดยิ่งใหญ่” อีกเพียบ
ตอนที่ซูหนิงหนิงอยู่ชั้นอนุบาล เธอเห็นดอกไม้ในหมู่บ้านบานสะพรั่งหลากสี สวยจับใจ
เธอนึกขึ้นได้ว่าเฉินหย่าอวิ๋นผู้เป็นแม่ก็ชอบดอกไม้มาก ถ้าเธอให้ดอกไม้แม่สักช่อ แม่คงดีใจแล้วให้รางวัลเป็นไอศครีม!
คิดแล้วทำเลย เธอฉวยโอกาสที่แม่ไม่ทันสังเกต แอบหยิบกรรไกรเล็ก ๆ อันหนึ่ง วิ่งปรู๊ดลงไปชั้นล่าง จู่โจมแปลงดอกไม้ยกใหญ่
ไม่นานก็กอดกลับมาได้ฟองใหญ่ ยื่นให้เฉินหย่าอวิ๋นอย่างตื่นเต้น
พอเฉินหย่าอวิ๋นเห็นดอกไม้ช่อนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา ลางสังหรณ์ร้ายแล่นวาบขึ้นมาทันที
ไม่ผิดคาด ไม่นานนัก ฝ่ายทรัพย์สินและตำรวจก็มาเคาะประตูพร้อมกัน
เปิดกล้องวงจรปิดดู ภาพชัดแจ๋ว แถมตอนพวกเขามาถึง ช่อดอกไม้นั่นก็ยังอยู่ในบ้านสกุลซูอีก
เอาละ คราวนี้ของครบ หลักฐานพร้อม
บ้านโดนปรับไปก้อนหนึ่ง เงินนั่นถ้าเอาไปซื้อที่ร้านดอกไม้ดี ๆ ซื้อช่อที่จัดอย่างสวยได้เป็นฟ่อนเลย
ซูหนิงหนิงยืนข้าง ๆ ด้วยสีหน้างง ๆ ถึงได้รู้ว่าดอกไม้มันเด็ดมั่วไม่ได้....
ตอนซูหนิงหนิงอยู่ชั้นประถมสาม วันหนึ่งเธอเห็นนกพิราบอ้วน ๆ ตัวหนึ่งบินโฉบในหมู่บ้าน มือเธอไวกว่าสมอง ดีดมือลงไป นกก็ร่วงทันที
เธอพลิกดูไปมา ไม่เห็นมีอะไรที่ขานกเลย แม้แต่กระดาษสักครึ่งแผ่นก็ไม่มี
เธอนั่งยอง ๆ งงอยู่นาน คิดไม่ตกจริง ๆ ว่านกพิราบตัวนี้ไม่เอาจดหมายมา จะบินออกมาทำไมกัน
ปรากฏว่าคืนนั้น เจ้าของนกพิราบ—ตาลุงคนหนึ่งมาที่บ้าน ด่าตรงหน้าประตูบ้านเธออย่างเดือดดาล
สุดท้ายนอกจากโดนด่าชุดใหญ่แล้ว พ่อแม่ยังต้องชดใช้ตาลุงก้อนโต เรื่องถึงจบ
ซูหนิงหนิงยืนฟังคำสอนอยู่ข้าง ๆ อย่างว่าง่าย: ........
ตอนซูหนิงหนิงอยู่ชั้นประถมห้า
วันหนึ่ง เธอบังเอิญเห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งแอบย่องเข้าบ้านป้าหลี่
ไม่นานนัก ในบ้านก็มีเสียงผู้หญิงดังขึ้น ฟังดูเหมือนไม่ค่อยสบาย
ไม่ใช่ว่าเธอตั้งใจแอบฟัง แต่เพราะหูเธอดีเกินไป
เดิมทีเธอจะพุ่งเข้าไปช่วยทันที แต่นึกถึงประสบการณ์ก่อนหน้านี้ คราวนี้เธอรีบฉลาดขึ้น
เธอรีบวิ่งกลับบ้านไปเรียกแม่ แล้วเรียกเพื่อนบ้านใจดีใกล้ ๆ มาอีกหลายคน บอกด้วยสีหน้าจริงจังว่าข้างในเหมือนมีเรื่อง
พวกเพื่อนบ้านได้ยิน นึกว่ามีใครถูกทำร้าย โดนลักพาตัว เลยรวมแรงกันทันที “โครม!” พังประตูเข้าไป
แต่พอกลุ่มคนบุกเข้าไป เห็นสภาพข้างในชัด ๆ ก็ชะงักแข็งทื่อ
ในห้องรับแขกเละเทะ เสื้อผ้าเกลื่อนกลาดเต็มพื้น จากหลังประตูห้องนอนที่ปิดสนิท มีเสียงลนลานดังแว่วมา
ทันใดนั้น คนเต็มบ้านก็อึดอัดถึงขีดสุด สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคอะเขินอย่างที่สุด
พวกเด็ก ๆ อยากหาที่หลบลงไปตรงนั้นเลย ขาถอยกรูดโดยอัตโนมัติ อยากหันหลังกลับทันที
บรรยากาศนิ่งงันจนน่าขนลุก ตอนที่ทุกคนกำลังคิดจะค่อย ๆ ถอยออกไป คุณยายหลินที่ยืนอยู่ในกลุ่มก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย:
“เสี่ยวจางไม่อยู่ข้างนอกเหรอ? ก่อนหน้านี้บอกฉันเป็นพิเศษว่าเดือนนี้ไม่กลับมาสักเดือนเลยนะ ยังฝากฉันให้ช่วยดูแลเมียกับลูกเขาทุกวัน มีเวลาก็มาช่วยดูให้หน่อย ทำไมตอนนี้...”
พอประโยคนี้ออกมา ทั้งที่ก็เงียบสนิททันที แม้แต่เสียงหายใจยังเบาจนไม่ได้ยิน
ทุกคนหันมองหน้ากัน โดยเฉพาะพวกคุณป้าหลายคน ตาเป็นประกายทันที พวกเธอไม่คิดจะไปแล้ว
ผ่านไปอีกหลายนาที คนข้างในเห็นว่าคนข้างนอกไม่คิดจะไป ถึงค่อย ๆ เดินออกมา
ป้าหลี่เดินออกมาจากข้างใน เธออายุแค่ยี่สิบเจ็ดแปด หน้าตาสะสวย ตอนนี้ผมยุ่งเหยิงปรกข้างแก้ม เสื้อผ้าถึงจะรีบจัดมา แต่ก็ยังเห็นรอยยับลวก ๆ
หน้าเธอซีด ๆ แดง ๆ ท่าทางอับอายสุดขีด ก้มหัว ไม่กล้ามองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูเลย
ป้าหวังที่ไม่ถูกกับป้าหลี่มาตลอด แกล้งพูดเสียงดังขึ้น:
“เสี่ยวจางอยู่ข้างในเหรอ? กลับมาทำไมไม่บอกพวกเราสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าจะกลับอีกทีเดือนหน้าเหรอ?”
พอพูดจบ หน้าป้าหลี่ก็หมองคล้ำจนแทบหยดน้ำได้ ริมฝีปากสั่น พูดอะไรไม่ออก
เมื่อสถานการณ์ยิ่งเก้อเขินหนัก สามีของป้าหวังรีบก้าวมาข้างหน้า กระตุกแขนเมียตัวเอง พูดไกล่เกลี่ยรัว ๆ:
“อย่าพูดแล้ว ๆ เรื่องนี้ให้เสี่ยวจางจัดการเองเถอะ รีบไปกันเถอะ ไปกันหมดนะ!”
พวกคุณยายที่อยู่ข้าง ๆ ก็ได้สติ พากันเสริม:
“ใช่ ๆ ไปเถอะ ไปเถอะ”
คนอื่นก็อยากหนีไปจากที่ที่น่าอึดอัดแทบหายใจไม่ออกนี้กันทั้งนั้น ได้ยินก็ผงกหัว ไม่มีใครพูดอะไรอีก รีบหมุนตัวเดินจากไป
ซูหนิงหนิงยืนอยู่หลังสุด มองอย่างงง ๆ ในใจมีแค่ความคิดเดียว:
...ซวยแล้ว กูทำเรื่องอีกแล้ว
หนึ่งเดือนต่อมา ป้าหลี่กับอาหลี่หย่ากัน วันที่อาหลี่กลับมา ทั้งคู่ทะเลาะกันลั่นบ้าน ซูหนิงหนิงกลัวจนไม่กล้าออกจากประตูเลย
คุณพ่อซูมองตัวต้นเรื่อง ถึงจะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรโทษลูกสาว จริง ๆ แล้วความลับไม่มีวันปิดมิด นี่แค่เรื่องของเวลา แต่เขาก็ยังไม่อยากให้ลูกสาวตัวเองเป็นคนไปเปิดโปง
เพราะเรื่องเหลวไหลที่เกิดกับลูกสาวเขามันเยอะเกินไปแล้ว
ที่ว่ามานี้ยังเป็นแค่เรื่องใหญ่ ๆ เรื่องเล็ก ๆ ก็อีกนับไม่ถ้วน
พอเกิดเรื่องบ่อยเข้า พวกเขาก็เริ่มรับไม่ไหว เพื่อนบ้านมองลูกสาวพวกเขาเปลี่ยนไป ลับหลังก็ให้ลูกหลานตัวเองอยู่ห่าง ๆ ลูกสาวพวกเขา
พวกเขาก็รู้แก่ใจ
แต่ก็จนใจ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทำไมความคิดและการกระทำของลูกสาวถึงได้ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปขนาดนั้น?
สวรรค์เอ๋ย พวกเขาแค่ต้องการลูกสาวที่ธรรมดา ๆ สักคนก็พอแล้ว
ขอแค่นี้เอง ไม่มากเลยนะ!