พอตำรวจรถไฟเดินทางมาถึงตู้โดยสารนี้ ก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังตะโกนเรียกพวกเขา แถมยังได้ยินเธอตะโกนว่า “กลิ่นศพเน่า” อีกด้วย!
ทั้งสองคนสงสัยว่าตัวเองฟังผิดไปหรือเปล่า แต่ก็ไม่กล้าชักช้า หากมีใครเอาของแบบนั้นขึ้นรถไฟมาจริง ๆ ผลที่ตามมาคง...
ทั้งคู่ไม่กล้าคิดต่อ จึงรีบเดินเข้ามา “หนู เมื่อกี้ตะโกนว่าอะไรนะ?”
ซูเสี่ยวหม่านลดมือลง “คุณตำรวจรถไฟคะ ตั้งแต่ฉันขึ้นรถไฟมาก็ได้กลิ่นแปลก ๆ เหม็นเหมือนกลิ่นศพเน่า ฉันสงสัยว่ามีคนร้ายเอาศพขึ้นรถไฟมาค่ะ!
ตอนนี้กลิ่นศพเน่าก็เริ่มโชยแล้ว ไม่เชื่อก็ลองดมดูสิคะ!”
ซูเสี่ยวหม่านพูดจ้อไม่หยุด บอกสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมาแล้วก็รีบยกมือขึ้นปิดจมูก
ผู้โดยสารคนอื่นพอได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็พากันตกใจ
บางคนพอเข้าใจเรื่องแล้วก็แอบเหลือบมองป้าร่างท้วมวัยกลางคน ก่อนจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ในใจ
บางคนอดไม่ไหว หลุดหัวเราะคิกคักออกมา
หลังตำรวจรถไฟทั้งสองนายเข้ามาในตู้โดยสาร ก็ได้กลิ่นแปลก ๆ จริง ๆ แต่พอได้ยินซูเสี่ยวหม่านบอกว่าเป็นกลิ่นศพ พวกเขาก็จริงจังขึ้นมาทันที
ทั้งคู่เริ่มตรวจค้นไปทั่วทันที
ซูเสี่ยวหม่านพูดว่า “คุณตำรวจรถไฟคะ แถวที่นั่งฉันกลิ่นแรงเป็นพิเศษ รอบ ๆ ที่นั่งฉันช่วยตรวจให้ละเอียดหน่อยนะคะ โดยเฉพาะผู้โดยสารที่ถือกระเป๋าใบใหญ่ ๆ!”
ตำรวจรถไฟทั้งสองพยักหน้า “วางใจได้ พวกเราจัดการเอง!”
ป้าร่างท้วมวัยกลางคนได้ยินซูเสี่ยวหม่านพูดเรื่องกลิ่นศพเน่าแล้ว เธอกลัวจนแทบแย่ เพราะกลัวศพมาก!
เธอกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง แถมยังกำชับว่า “คุณตำรวจ ต้องจับคนร้ายให้ได้นะ!”
ในเวลานั้น ตำรวจรถไฟมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายด้านความสงบเรียบร้อยที่มีอาวุธเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนทั่วไปจึงนิยมเรียกตำรวจรถไฟว่า “คุณตำรวจ”
ตำรวจรถไฟที่อายุน้อยกว่าเหลือบมองป้าร่างท้วมวัยกลางคน แล้วก็พบว่ากลิ่นแถวตัวเธอแรงเป็นพิเศษ
ยิ่งพอเห็นเท้าเปล่าของเธอ เขาก็ยิ่งกระซิบกับตำรวจรถไฟรุ่นพี่ข้าง ๆ ว่า “พี่หลิว กลิ่นศพเน่าที่เด็กผู้หญิงคนนั้นพูดถึง เหมือนจะมาจากป้าคนนี้นะครับ”
หลิวเจี้ยนหมินเองก็สังเกตเห็นแล้ว เขาส่งสายตาให้วังปินก่อนจะพูดกับป้าร่างท้วมวัยกลางคนว่า “พี่สาว เอาสัมภาระออกมาให้พวกเราตรวจหน่อยครับ!”
ป้าร่างท้วมวัยกลางคนงงงัน “อะไรนะ? ทำ...ทำไมต้องตรวจกระเป๋าฉันด้วย?”
เธอมีสีหน้าตึงเครียด พูดจายังติด ๆ ขัด ๆ
วังปินพูดขึ้นในตอนนั้นว่า “ป้าครับ รบกวนให้ความร่วมมือด้วยครับ!”
เดิมทีป้าร่างท้วมวัยกลางคนก็เป็นคนลักลอบขึ้นรถไฟโดยไม่มีตั๋วอยู่แล้ว พออยู่ต่อหน้าตำรวจทั้งสองก็ยิ่งประหม่า กลัวว่าจะถูกตรวจตั๋ว
ตอนนี้ยังจะมาตรวจกระเป๋าอีก เธอจึงไม่เหลือความกร่างแบบตอนเผชิญหน้ากับซูเสี่ยวหม่านเลยสักนิด
เธอรีบสวมรองเท้า “คุณตำรวจ ฉันเป็นคนดีนะ!”
วังปินไม่สนใจว่าเธอจะพูดอะไร เขาตรวจดูกระเป๋าใบใหญ่สีดำของป้าร่างท้วมวัยกลางคน แล้วพบว่าข้างในมีแต่เสื้อผ้ากับของใช้ต่าง ๆ
รถไฟหัวรถจักรสีเขียวในปี 1975 มีหน้าต่างที่เปิดได้ ผู้โดยสารบางคนทนกลิ่นบนรถไม่ไหว จึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว
ตอนนี้ป้าร่างท้วมวัยกลางคนสวมรองเท้าแล้ว แถมรถไฟก็กำลังแล่น ลมจากข้างนอกพัดเข้ามา กลิ่นเปรี้ยวเหม็นจึงจางลงทันที
หลิวเจี้ยนหมินเองก็เข้าใจเรื่องแล้ว เขามองป้าร่างท้วมวัยกลางคน ก่อนจะเหลือบไปทางซูเสี่ยวหม่านที่นั่งห่างจากเธอแค่ทางเดินคั่นกลาง
ไหนจะผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่รอบหน้า รอบหลัง และสองข้างทาง ซึ่งกำลังดูเรื่องสนุกพร้อมรอยยิ้มตรงมุมปากอีก เขาจะยังไม่เข้าใจได้อย่างไร
เขาพูดอย่างจนใจว่า “หนูน้อย ทำไมถึงแจ้งเรื่องมั่ว ๆ แบบนี้ล่ะ พูดโกหกไม่ดีนะ!”
ป้าร่างท้วมวัยกลางคนเองก็เข้าใจแล้วว่า “กลิ่นศพเน่า” ที่ซูเสี่ยวหม่านพูดถึงคือกลิ่นเท้าของเธอ
“นี่เธอ เป็นเด็กผู้หญิงทำไมถึงใจร้ายแบบนี้ ใส่ร้ายฉันหรือไง!” เธอด่าซูเสี่ยวหม่านจบก็หันไปหาหลิวเจี้ยนหมิน “คุณตำรวจ เด็กคนนี้ใส่ร้ายคนอื่นตามใจชอบ จับเธอไปเลยนะ!”
ซูเสี่ยวหม่านเหลือบมองป้าร่างท้วมวัยกลางคน แล้วพูดเสียงเย็นว่า “คุณตำรวจรถไฟคะ ฉันไม่ได้โกหกนะคะ เมื่อกี้พวกคุณก็ได้กลิ่นเหม็นเหมือนกันนี่!
ใครจะไปรู้ว่ากลิ่นเหม็นขนาดนั้นเป็นกลิ่นเท้าของป้าล่ะคะ เท้าป้านี่สุดยอดจริง ๆ เก่งมาก!”
ป้าร่างท้วมวัยกลางคน “...”
ตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะครืนก็ดังขึ้นทั่วตู้รถไฟอีกครั้ง
ป้าร่างท้วมวัยกลางคนโมโหขึ้นมา “นี่เธอ ฉันว่าเธอน่ะขาดคนสั่งสอนจริง ๆ ปากคอเราะร้ายอะไรขนาดนี้ คนอื่นเขายังไม่รังเกียจเท้าเหม็นของฉันเลย มีแต่เธอที่ทำเป็นเด่นอยู่คนเดียวหรือไง หา?”
ซูเสี่ยวหม่านไม่แม้แต่จะหันไปมองอีกฝ่าย ก่อนจะงัดไพ่ตายออกมา “คุณตำรวจรถไฟคะ เรื่องเมื่อกี้ฉันต้องขอโทษพวกคุณด้วย ฉันเข้าใจผิดไปเอง ทำให้เสียเวลาทำงานแล้วค่ะ
แต่ฉันอยากให้พวกคุณช่วยตรวจตั๋วของป้าด้วยนะคะ ป้าไม่กลับไปนั่งที่นั่งของตัวเอง เอาแต่นั่งไปทั่วทั้งตู้ แถมยังแย่งที่นั่งคนอื่นอยู่เรื่อย ฉันสงสัยว่าป้าลักลอบขึ้นรถไฟมาโดยไม่มีตั๋วค่ะ!”
ป้าร่างท้วมวัยกลางคน “...”
กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นจริง ๆ ยัยเด็กนี่รู้ได้ยังไงกัน?
“เธอ...เธออย่ามาใส่ร้ายกันนะ ฉันไปยึดที่นั่งคนอื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรงนี้ก็เป็นที่นั่งของฉัน คุณตำรวจ เด็กคนนี้โกหกเก่งจนเป็นนิสัย อย่าไปเชื่อเธอนะ!”
หลี่เจวียนที่นั่งตรงข้ามซูเสี่ยวหม่านเอ่ยขึ้นว่า “คุณตำรวจรถไฟคะ ฉันเป็นพยานให้พี่สาวคนนี้ได้ค่ะ ตอนแรกป้าคนนี้แย่งที่นั่งของพี่สาวจริง ๆ แล้วป้าเหมือนจะไม่มีตั๋วด้วยค่ะ”
ซ่งรั่วเวยแอบดึงเสื้อหลี่เจวียนเบา ๆ เป็นเชิงห้ามไม่ให้เธอยุ่งเรื่องชาวบ้าน
หลี่เจวียนแลบลิ้นใส่ซ่งรั่วเวย
ปรากฏว่าป้าร่างท้วมวัยกลางคนลักลอบขึ้นรถไฟมาจริง ๆ เธอไม่มีตั๋ว
จากนั้นก็หิ้วกระเป๋าใบใหญ่ของตัวเอง เดินตามตำรวจรถไฟทั้งสองออกไปอย่างหงอย ๆ
ก่อนจากไป ป้าร่างท้วมวัยกลางคนยังถลึงตาใส่ซูเสี่ยวหม่านที่ชอบฟ้องคนอื่นอย่างดุดัน
ไม่ไกลนัก มีคนสองคนเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตั้งแต่แรก
จ้าวปินพูดเสียงเบาว่า “จิ่งสุย ยัยสาวผิวคล้ำตัวเล็กเมื่อกี้ตลกจริง ๆ มีคนร้ายที่มีกลิ่นศพเน่าด้วย คิดไปได้ยังไง ฮ่า ๆๆ!”
ฟู่จิ่งสุยมองสหายร่วมรบ “พอแล้ว คนไปแล้ว ฉันกลับไปนั่งที่ของฉันก่อนนะ!”
จ้าวปินตบไหล่ฟู่จิ่งสุย “ได้ นายไปเถอะ!”
คนที่น่ารำคาญถูกพาตัวไปแล้ว ซูเสี่ยวหม่านถึงได้นั่งลงเสียที พอนึกขึ้นได้ว่าเด็กสาวฝั่งตรงข้ามช่วยพูดให้เธอเมื่อครู่ เธอจึงหยิบลูกอมนมกระต่ายขาวสองเม็ดออกจากกระเป๋าสะพาย ยื่นให้หลี่เจวียน “ขอบคุณที่ช่วยพูดให้ฉันนะ ลูกอมนี่ให้เธอจ้ะ!”
หลี่เจวียนไม่ได้เกรงใจ รับลูกอมมาแล้วพูดเสียงหวานว่า “ไม่เป็นไรจ้ะ!”
หลี่เจวียนรับลูกอมมาแล้วแบ่งให้ซ่งรั่วเวยหนึ่งเม็ด ส่วนอีกเม็ดเธอแกะเปลือกแล้วใส่ปากตัวเอง
“ลูกอมหวานจัง ขอบคุณนะ!”
หลี่เจวียนเป็นเด็กสาวน่ารัก โดยเฉพาะเวลายิ้ม ตรงมุมปากจะมีลักยิ้มเล็ก ๆ สองข้าง
ซูเสี่ยวหม่านพบว่าหลี่เจวียนเป็นเด็กสาวน่ารักไม่น้อย แถมครอบครัวยังมีฐานะดีด้วย
ถ้าเป็นครอบครัวธรรมดา คงเลี้ยงเด็กสาวที่ไร้เดียงสาขนาดนี้ไม่ได้หรอก
ซูเสี่ยวหม่านกำลังจะหลับตาพักสายตา ก็พบว่ามีขายาวคู่หนึ่งปรากฏขึ้นข้างตัว
เธอไล่สายตาจากขาขึ้นไป หัวใจของซูเสี่ยวหม่านก็เต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ
ฟู่จิ่งสุยใช้ผ้าเช็ดที่นั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะนั่งลงหลังตรง
ซูเสี่ยวหม่านจ้องฟู่จิ่งสุยตาเป็นประกาย ในใจมีเพียงคำอุทานเดียว
ว้าว~~
ช่างเป็นต้นไป๋หยางน้อยที่หล่อเหลาสง่างามจริง ๆ!
