สุดท้าย หลี่เจวียนก็เดินตามหลังซูเสี่ยวหม่านขึ้นเกวียนเทียมวัวไปอย่างเบิกบาน
หลี่เจวียนดึงซ่งรั่วเวยไว้ พลางมองซูเสี่ยวหม่านด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหม่าน พวกเรานี่มีวาสนาต่อกันจริง ๆ ฉันกับรั่วเวยได้มาประจำหมู่บ้านของเธอด้วย ดีจังเลย!”
ซูเสี่ยวหม่านเองก็รู้สึกว่าบังเอิญไม่น้อย “ใช่แล้ว นี่แสดงว่าพวกเรามีวาสนาต่อกันไง!”
ซูเสี่ยวหม่านตอบหลี่เจวียนไปพลาง มองไปทางตำบลอันผิงอีกครั้ง แล้วก็พบว่าไม่มีเงาของต้นหยางน้อยอยู่จริง ๆ
ซูเสี่ยวหม่านรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก
ตอนที่ซูต้าเฉียงคัดเลือกคน เขาคอยหลบหน้าพวกปัญญาชนลงชนบทเหล่านี้อยู่ตลอด หลี่เจวียนจึงไม่รู้ว่าตัวเองถูกปฏิเสธ
ตอนนี้เธอกำลังมองสภาพแวดล้อมรอบตัว เห็นอะไรก็รู้สึกแปลกใหม่ไปหมด
ตลอดทางเธอถามจ้อไม่หยุด ซูเสี่ยวหม่านเพิ่งทะลุมิติมาได้หนึ่งสัปดาห์ เรื่องหลายอย่างที่เธอไม่รู้ ซูหงซิงจึงช่วยตอบแทน
ซูหงซิงหน้าแดงไปพลาง อธิบายให้หลี่เจวียนฟังอย่างอดทนไปพลาง เขาเล่าเรื่องตำบลอันผิง แล้วก็แนะนำหมู่บ้านใกล้เคียงอีกสองสามแห่ง
คราวนี้ซ่งรั่วเวยไม่ได้ห้ามหลี่เจวียนอีก ปล่อยให้เธอคุยกับซูหงซิงตามสบาย
นอกจากเธอเองก็อยากรู้สภาพความเป็นอยู่ในชนบทที่พวกเธอจะต้องไปอยู่แล้ว เธอยังอยากผูกไมตรีกับตระกูลซูด้วย
พี่ชายคนโตของซูเสี่ยวหม่านเป็นหัวหน้ากองการผลิตของหมู่บ้านต้ากั่ง เป็นคนที่มีอำนาจตัดสินโควตากลับเข้าเมือง หากพวกเธอสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขาได้ ย่อมมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย
