กันอวี้หวั่น หยุนซวงซวง และหยุนเฉียวเฉียวต่างพากันนิ่งอึ้ง
เด็กหญิงตัวน้อยที่ก่อนออกจากบ้านยังสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อผ้าชุดใหม่อยู่เลย ไฉนพริบตาเดียวกลับดูราวกับเพิ่งปีนขึ้นมาจากสุสานไร้ญาติ?
หยุนเซิงเซิงยืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยช้ำเขียวม่วงทั่วหน้าให้ดูเหมือนบาดเจ็บสาหัส มุมปากยังมีของเหลวสีแดงน่าสงสัยติดอยู่ สีหน้าทั้งน่าสงสารและน่าเวทนา
แต่ในใจกลับเบิกบานสุดขีด
【หึ ๆ ฝีมือแต่งหน้าระดับเทพของฉัน บวกกับแสงยามเย็นชวนให้เข้าใจผิด ถ้ายังดูออกว่ารอยแผลปลอม ฉันจะกินชาดทาปากเดี๋ยวนี้เลย】
【ฉันอยู่ในสภาพน่าเวทนาขนาดนี้แล้ว ดูสิว่าพวกเธอคนไหนยังจะกล้าหาเรื่องแม่ฉันอีก—】
กันอวี้หวั่นชะงักไปครึ่งอึดใจ ก่อนจะได้สติทันที
จากนั้นนางก็ร้องไห้โฮเสียงดัง
“ไอ้เดรัจฉานชั่วช้าเอ๊ย! ดูสิว่าพวกเจ้าทำลูกสาวข้าจนกลายเป็นสภาพไหนแล้ว!”
นางฉวยจังหวะนั้นตบต้นขาตัวเอง “ถ้าข้าไปไม่ทัน วันนี้ลูกข้าคงไม่รอดแล้ว!”
“ถ้าเซิงเซิงของข้าเป็นอะไรไป ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”
หยุนเฉียวเฉียวมองใบหน้าอันน่าเวทนาของน้องสาว ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นของปลอม แต่ขอบตาก็ยังแดงก่ำขึ้นมา
ส่วนหยุนซวงซวงยืนนิ่งอยู่กับที่ สมองอื้ออึงไปหมด—เมื่อครู่นางได้ยินอะไร?
หยุนเซิงเซิงเห็นแม่แสดงท่าทีเช่นนี้แล้วก็อยากหัวเราะ ทว่าจมูกกลับรู้สึกแสบขึ้นมาเล็กน้อย
ครอบครัวในชาติก่อนของนางเละเทะสิ้นดี
พ่อแม่หย่ากันตอนนางเรียนอยู่ชั้นประถมปีสี่ ต่างฝ่ายต่างสร้างครอบครัวใหม่ ไม่มีใครอยากรับนางไปอยู่ด้วย นางจึงหัดสังเกตสีหน้าคนอื่นตั้งแต่เด็ก ย้ายไปอยู่บ้านเก่าคนเดียว แล้วคอยไปขอเงินเลี้ยงชีพทุกเดือน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันเรื่องเงินไม่กี่ร้อยหยวน นางเลยแจ้งความกับตำรวจและไปหาชุมชนจัดการเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเงินก็ไม่เคยได้ตรงเวลาเลย
