ชาติก่อนหลี่อิ๋นเป่าก็พูดแบบนี้เหมือนกัน พูดอย่างเต็มปากเต็มคำ ราวกับเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว
ตอนนั้นเธอยังซาบซึ้งใจอยู่เลย จนกระทั่งภายหลังถึงได้รู้ว่า พวกเขาต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน ส่วนเธอเป็นเพียงเสบียงสำรองของครอบครัวนั้น
ถ้าขายเธอแลกอาหารได้ก็ขาย ถ้าขายไม่ออกก็กินเธอ
รัฐบาลประกาศข่าวมาหลายวันแล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่เป็นห่วงเธอบ้าง?
คงเพราะยึดรังนกกางเขนมาแล้วเห็นเธอไม่กลับบ้านเสียที กลัวว่าการซื้อขายกับไอ้หมูตอนนั่นจะไม่สำเร็จ ถึงได้โทรมาหยั่งเชิง
เรื่องเตรียมการล่วงหน้า หลี่อิ๋นเป่าถนัดมาแต่ไหนแต่ไร
มาสิ ดีเสียอีก ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขาอยู่ในศูนย์หลบภัย เธอคงลงมือไม่สะดวก
แต่ปลายนิ้วกลับเริ่มปวดตุบ ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของเฉียวเลี่ยงเย็นเยียบ เธอถามว่า “บอดี้การ์ดอยู่ด้วยไหม?”
หลี่อิ๋นเป่ารีบตอบว่า “อยู่สิ พวกเขายังขนเสบียงมาด้วย มีพวกเขาอยู่เราถึงจะปลอดภัย”
เฉียวเลี่ยงยิ้มจากใจ “ดีจริง ๆ รอฉันนะ ฉันต้องกลับไปแน่ เธอพูดถูก ครอบครัวเดียวกันก็ต้องอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา”
ปลายสาย หลี่อิ๋นเป่าก็ยิ้มเช่นกัน ของที่กักตุนไว้ในบ้านมีน้อยเกินไป ต่อไปคงต้องพึ่งเฉียวเลี่ยงหาเสื้อผ้าอาหารมาเลี้ยงทั้งครอบครัว
จู่ ๆ โทรศัพท์ในมือก็ถูกหลี่จินเป่าฉวยไป
ชายร่างใหญ่สูง 190 หนักกว่า 100 กิโลกรัมยืนขวางประตู จ้องเธอเขม็งอย่างดุดัน “ตอนเธอหลอกให้ฉันมาที่นี่ เธอบอกว่าจะไปรับแม่ฉันมาด้วย แล้วจะไปเมื่อไหร่?”
หลี่อิ๋นเป่าอธิบายอย่างใจเย็น “จินเป่า ไม่ใช่ว่าพี่ไม่ไปรับน้า เธอก็เห็นแล้วว่าฝนข้างนอกตกหนักแค่ไหน ถนนถูกน้ำท่วม รถก็ขับไม่ได้ พี่จะไปรับยังไง?”
