เสิ่นซื่อจุดโคมคัดเขียนตำราจนดึกดื่น จือซูกับจือฮว่าตั้งใจจะช่วยนาง
“ไม่ต้อง ฝ่าบาททรงลงโทษข้า ข้าก็ต้องเชื่อฟัง ในเมื่อรับสั่งให้คัด ก็จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้”
“คุณหนู ฝ่าบาทยังทรงโปรดปรานท่าน ต่อให้คัดไม่เสร็จ ฝ่าบาทก็คงไม่ทรงลงโทษ แต่ท่านฝืนทรมานตนเองเช่นนี้ หากป่วยขึ้นมา คนที่ลำบากก็คือตัวท่านเอง”
จือซูมองผู้เป็นนายอย่างสงสาร ติดตามคุณหนูมานานถึงเพียงนี้ ยังไม่เคยเห็นนางตั้งใจเช่นนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น สองวันนี้คุณหนูทั้งขอหย่าร้างกับท่านโหว ทั้งเข้าออกตำหนักหนิงเต๋อบ่อยครั้ง ต่อให้พวกนางโง่เขลาก็มองออกว่าคุณหนูคิดจะทำอะไร
เรื่องนี้นับว่าลบหลู่เบื้องสูงอย่างยิ่ง คุณหนูเป็นถึงภรรยาของขุนนาง หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เหล่าขุนนางในราชสำนักย่อมประณามด้วยวาจา และบีบให้คุณหนูออกมาขอรับโทษเป็นแน่
แม้ในประวัติศาสตร์ของกู้เฉาจะเคยมีเรื่องบุตรแห่งสวรรค์แย่งภรรยาขุนนาง บุตรแห่งสวรรค์แย่งภรรยาของโอรส หรือโอรสแย่งภรรยาของบิดา แต่เรื่องเหล่านี้มีสักกี่เรื่องที่จบลงด้วยดี
แต่ถึงอย่างไร ฝ่าบาทก็ทรงดีกับคุณหนูยิ่งกว่าท่านโหว ท่านโหวเย็นชากับคุณหนูของพวกนางมานานเหลือเกิน ยากจะจินตนาการว่านี่คือสามีภรรยากัน
เสิ่นซื่อเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ข้ารู้ว่าค่อย ๆ คัดก็ได้ แต่ข้าก็อยากพบฝ่าบาทให้เร็วขึ้น”
ท่าทางเขินอายแบบสาวน้อยของนางในยามนี้ปิดบังแทบไม่มิด กระตือรือร้นและเป็นฝ่ายเข้าหายิ่งกว่าตอนที่นางมีใจให้ท่านโหวเสียอีก
จือซูกับจือฮว่ารีบไปตรวจดูว่ามีใครแอบฟังอยู่หรือไม่ ผู้เป็นนายของพวกนางช่างไม่ระวังตัวเอาเสียเลย
“คุณหนู คำพูดเช่นนี้พูดกับพวกเราได้ แต่ห้ามพูดออกไปข้างนอกเด็ดขาด” จือฮว่าเตือนขึ้น คิดแล้วก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น
