กลเม็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ อันตื้นเขินเพื่อแย่งชิงความโปรดปราน แทบอยากจะเขียนบนใบหน้าว่า ‘ฝ่าบาทอย่าเสด็จไป’ กู้ลิ่งยวินก็ปล่อยให้นางงอแง
หลิวเฉาเอินฟังเสียงนางด้านในแล้วก็ตื่นตระหนกจนหน้าซีด สวรรค์ยังจะลำเอียงเช่นฝ่าบาทที่มีต่อคุณหนูสกุลเฉินอีกหรือไม่ ในสามพันนางงามทั้งหกวังหลังจะมีสักกี่คน
ตั้งแต่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์สามปีมานี้ ต่อให้โปรดปรานหนิงกุ้ยเฟยเพียงใด ก็ยังปฏิบัติตามขนบกฎหมาย ประทานความเมตตาโดยทั่วถึง ในวังหลังไม่มีสตรีใดกล้าออดอ้อนขอความโปรดปรานเช่นคุณหนูสกุลเฉิน ครึ่งปีก่อนเพราะหึงหวงแย่งชิง ฝ่าบาทเคยพระราชทานโทษประหารแก่พระสนมผู้หนึ่ง
ทั่วทั้งวังแตกตื่นตระหนก เข้าใจว่าตรงหน้าฝ่าบาทยังมีกฎอยู่อีกข้อหนึ่ง นั่นคือ แย่งชิงความโปรดปรานต้องตาย
ไม่ว่าเมื่อไร คุณหนูสกุลเฉินก็ล้วนได้รับข้อยกเว้นเป็นหนึ่งเดียวจากฝ่าบาท เรื่องนี้เขาเห็นได้ชัดเจน
กู้ลิ่งยวินสัมผัสได้ว่านางโผเข้าสู่อ้อมแขน ถึงเพิ่งพบว่านางซูบผอมถึงเพียงนี้ ใบหน้าไร้อารมณ์เรียบเฉยราวน้ำแข็งหนาสามฉื่อ
“เรียกหมอหลวง” ท้ายที่สุดพระองค์ก็มิได้เสด็จไป ประทับนั่งลงแล้วทอดพระเนตรนาง
“ถอยไป”
บุรุษผู้มีท่วงท่าสงบเยือกเย็นและเคร่งขรึมดุจผู้ยืนอยู่บนที่สูงมาแต่กำเนิด น้ำเสียงเจือการตักเตือนอบรม ทำให้ผู้คนไม่กล้าขัดขืนอีก
เฉินซื่อกลัวว่าพระองค์จะกริ้วขึ้นมาจริง ๆ ฝ่าบาทตอนนี้หาใช่กู้ลิ่งยวินที่จะโอบกอดปลอบโยนนางเช่นชาติก่อน นางจึงคุกเข่าลงแทบพระบาทเขาอย่างไม่เต็มใจนัก
“ฝ่าบาท~ เข่าหม่อมฉันเจ็บ”
หลิวเฉาเอินให้ขันทีน้อยไปเรียกหมอหลวง คืนนี้ฝ่าบาทไม่มีเวลาทรงใส่พระทัย ที่ตำหนักของหนิงกุ้ยเฟยคืนนี้คงเสด็จไปไม่ถึงแล้ว
กู้ลิ่งยวินกวาดสายตามองนาง “กลัวเจ็บยังจะมาหาเจิ้น”
นั่นก็คือไม่รู้จักเป็นตาย
เฉินซื่อริมฝีปากขยับ กัดริมฝีปากล่าง ก้มหน้าต่ำไม่กล้าพูดมากความ
หมอหลวงมาเร็วมาก
ตอนเข้ามาเห็นสตรีข้างกายฝ่าบาทก็ตกใจจนตัวโยน ผู้นี้มิใช่... ภรรยาท่านโหวเซี่ยหรอกหรือ!
เขาไม่กล้ามองมากคิดมาก คุกเข่าถวายบังคมทันที
“ถวายบังคมฝ่าบาท!”
กู้ลิ่งยวินรับสั่งอย่างเย็นเยียบ “ดูให้นางที”
หมอหลวงระมัดระวังคำพูดการกระทำ ลุกขึ้นเดินเข้าไปแล้วคุกเข่าลงอีกครั้ง จับชีพจรให้เฉินซื่อ
เฉินซื่อไม่ได้ป่วย นางจ้องหมอหลวงอย่างลุกลี้ลุกลน
กู้ลิ่งยวินตรัสขึ้นมาลอย ๆ ว่า “หลอกลวงเบื้องบน มีโทษอย่างไร”
หลิวเฉาเอินที่ตามเข้ามาตอบทันที “กราบทูลฝ่าบาท ต้องตาย”
เฉินซื่อได้ยินแล้วร่างสั่นเทา ใบหน้าน้อย ๆ ซีดเผือดลงเรื่อย ๆ ฝ่าบาทไม่ทรงโปรดข้าแล้วจริง ๆ
หมอหลวงที่จับชีพจรพลันเหงื่อท่วมแผ่นหลังในบัดดล
ผู้คนล้วนกล่าวว่าฝ่าบาททรงเมตตากรุณา แต่หาได้รู้ไม่ว่าโทษทัณฑ์สถานหนักที่ฝ่าบาทพระราชทานประหารนั้นมีแต่จะมากกว่าหลายรัชกาลก่อนโดยไม่น้อย มีคนน้อยนักจะมองเห็นพระเมตตาของฝ่าบาท
“กราบทูลฝ่าบาท ฮูหยินแห่งท่านโหวเซี่ยถูกความเย็นบ้างเล็กน้อย ตกใจจนตื่นตระหนกเกินไป ตรอมใจตรมขวัญ กระหม่อมจะจัดโอสถให้หยิบหนึ่งเพื่อบำรุง ก็จะดีขึ้น นอกนั้นไม่มีเรื่องใหญ่โตอันใด”
หมอหลวงพูดตามความจริง รู้สึกถึงเหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากอย่างไม่มีสาเหตุ
กู้ลิ่งยวินโบกพระหัตถ์ ทรงให้หมอหลวงไปเขียนใบสั่งยา
เฉินซื่อรอจนผู้อื่นออกไปหมดแล้ว นางปรุงเสียงอ่อนหวาน ใบหน้าเจือแววจะร่ำไห้ระทวยระทม “ฝ่าบาท หม่อมฉันนอน ๆ อยู่ก็สะดุ้งตื่น ตกอยู่ในห้วงฝันร้าย ตอนนี้ยังหวาดกลัวอยู่เลย”
“เพราะฉะนั้น จะให้หม่อมฉันอยู่ที่นี่...”
“ไม่อนุญาต” กู้ลิ่งยวินตัดบทนาง นางมีฐานะอันใดถึงกล้าคิดจะพักนอนที่นี่
แม้แต่พระสนมในวังหลังก็ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์พิเศษเช่นนี้
การปีนขึ้นเตียงมังกรก็รู้บ้างไหมว่าเป็นโทษถึงตาย
เฉินซื่อมองดูพระองค์ด้วยแววตาผิดหวังและโศกเศร้า ร่ำร้องวิงวอน “หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ปีนขึ้นเตียงมังกร แค่นอนแนบชิดฝ่าบาท หม่อมฉันจะอาศัยริมเตียงก็พอ หม่อมฉันรับประกันว่าจะไม่รบกวนฝ่าบาท”
สิ้นหนทาง ใจร้อนรนจนรนราน นางจึงเปล่งเสียงอ่อนหวานเรียก “ท่านพี่~”
เมื่อก่อนยังเคยเรียกท่านพี่รัชทายาท ตอนนี้ไม่กล้าเรียกพระนามพระองค์ เรียกฝ่าบาทองค์จักรพรรดิ ท่านพี่จักรพรรดิก็ฟังดูไม่ไพเราะ
กู้ลิ่งยวินคิ้วดั่งกระบี่ ดวงตาดังดาวพร่างพรายลดต่ำลง แววตาที่ทอดมองนางลึกล้ำและหม่นมืด การเปลี่ยนแปลงของนางทำให้คนคลางแคลง เมื่อหลายปีก่อนที่เคยอยู่เคียงข้างพระองค์ เหตุไฉนจึงได้เสน่หาโหยหาถึงเพียงนี้
นางคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ ใช้ตนเองยั่วโทสะเซี่ยเชวียซานหรือ
“เจิ้นจะให้คนส่งเจ้ากลับ”
ตรัสจบก็เสด็จกลับสู่แท่นบรรทม
เฉินซื่อมองซ้ายมองขวา ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามา
ประตูก็ถูกปิดลงแล้ว นางรวบรวมความกล้าเดินตามเข้าไป
กู้ลิ่งยวินบรรทมลงหันพระปฤษฎางค์ให้นาง
เฉินซื่อคุกเข่าอยู่ริมเตียง ใช้มือเชยเช็ดน้ำตา ไม่เป็นไร ฝ่าบาทก็ดีมากแล้ว ยังไม่ทรงโยนตนเองออกไป นางขอร้องวิงวอนฝ่าบาทอีกหน่อย ก็คงจะกลับมาได้
เทียนในห้องค่อย ๆ มอดดับลง นางได้กลิ่นกำยานสงบประสาทก็เริ่มง่วงงุน หัวโยกคลอนไปทีละนิด สุดท้ายซบลงนอนหลับริมเตียง
จักรพรรดิหนุ่มทรงได้ยินเสียงหายใจราบเรียบของนาง ทรงหันพระวรกายมามองท่าทางไร้ซึ่งการป้องกันของนาง
...
ยามเถ้า
กู้ลิ่งยวินทรงตื่นบรรทม หญิงที่ได้คืบจะเอาศอกในอ้อมพระทรวงแนบแน่นเข้ามาทั้งร่าง ช่างติดพันยิ่งนัก
พระองค์จะทรงลุกขึ้น
“ฝ่าบาท...หม่อมฉันผิดไปแล้ว...” เฉินซื่อพัวพันเขา กอดแน่นหนึบ ในฝันก็ยังร้องไห้
เหตุใดจึงเอาแต่หม่นหมองและไม่เป็นสุข
กู้ลิ่งยวินทรงฟังความเคลื่อนไหวด้านนอก ทรงยื่นพระหัตถ์ลูบแผ่นหลังนางเพื่อปลอบประโลม
ทรงดึงมือนางออกให้นางนอนต่อไป หลังเสด็จลงจากแท่น ข้าราชบริพารก็หลั่งไหลเข้ามา
หลิวเฉาเอินทูลถวายการผลัดฉลองพระองค์และสรงน้ำสรงพระพักตร์แด่ฝ่าบาท
“เมื่อนางตื่นแล้ว สั่งคนส่งนางกลับไป เรื่องเมื่อคืนนี้ห้ามผู้ใดนำไปนินทา”
กู้ลิ่งยวินทรงบัญชาอย่างเรียบเฉย ราชศักดาของจักรพรรดิมิอาจล่วงละเมิดได้ ฐานะสูงศักดิ์ทรงอำนาจกดดันให้ผู้คนทั้งปวงไม่กล้าเงยหน้าขึ้น
หลิวเฉาเอินรู้ดีว่าคุณหนูสกุลเฉินกำลังอยู่บนแท่นบรรทมมังกรของฝ่าบาท เขากดข่มความตกตะลึง ค้อมตัวโค้งรับคำ
กราบทูลเสียงเบา “ทางหนิงกุ้ยเฟย เมื่อคืนนี้ปวดพระครรภ์ทั้งคืน หมอหลวงว่ามีเค้าจะตกพระโลหิต”
พระโอรสองค์นี้ของหนิงกุ้ยเฟย เห็นทีฝ่าบาทจะทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
กู้ลิ่งยวินคิ้วคมดั่งวาด ดวงเนตรงามสง่า รูปร่างสูงโปร่งดุจหยกงาม ฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองอร่ามสง่าผ่าเผยและเคร่งขรึม บุรุษผู้นี้สีพระพักตร์เย็นเยียบ “สั่งให้มหาดเล็กนำโสมถวายของหลวงส่งไปตำหนักอี๋ชุน แล้วคัดเลือกแพรพรรณแพรต่วนและแพรดอกอีกหน่อย กับทองเงินและอัญมณีทั้งหลายส่งไปด้วยกัน”
หลิวเฉาเอินตามเสด็จ ออกคำสั่งแก่ขันทีน้อย
เฉินซื่อตื่นขึ้นมาฟ้าก็สว่างไสวนักแล้ว
นางลืมตา ลูบคลำร่างตนเอง ไม่ใช่ความฝัน ฟื้นคืนชีพกลับมาจริง ๆ!
ยิ่งน่าประหลาดใจเมื่อพบว่า เหตุใดตนจึงนอนสบายเพียงนี้ ที่แท้ก็อยู่บนแท่นบรรทมมังกรของฝ่าบาทนี่เอง
สวรรค์ นางรีบลงจากเตียง หัวใจน้อย ๆ เต้นกระหน่ำตุบ ๆ
ตนเองปีนขึ้นมาเองหรือนี่
ฝ่าบาทจะทรงตัดศีรษะข้าหรือไม่
นางในชุดชาววังสีชมพูเข้ามา “ฮูหยิน ท่านตื่นแล้วหรือ”
ในฐานะคนของตำหนักหนิงเต๋อ ทั้งบนล่างล้วนจงรักภักดีไม่หวั่นไหว ฝ่าบาททรงบัญชาสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น ไม่มีทางเป็นแน่ที่จะนำไปนินทา
เฉินซื่อได้สติกลับมา ให้นางทั้งหลายช่วยสวมใส่เครื่องแต่งกาย นางถามช้า ๆ “ฝ่าบาทเล่า”
“บ่าวไม่ทราบ” นางในตั้งใจทำงาน เรื่องอื่นไม่ทราบทั้งสิ้น
เฉินซื่อก็ไม่ได้ทำให้นางทั้งหลายลำบาก หลังจากนอนหลับไปคืนหนึ่ง สมองของนางก็ปลอดโปร่งขึ้นบ้าง เรื่องเร่งด่วนที่สุดคือการหย่าขาดให้เร็ว
การเข้าวังครั้งนี้เป็นเพราะงานฉลองวันประสูติของพระอัยยิกา ซึ่งนางถูกพระอัยยิกาเฝ้ามองดูเติบใหญ่มาแต่เล็ก อีกทั้งพระอัยยิกายังทรงเป็นผู้ประทานงานวิวาห์ให้นางกับองค์รัชทายาท
บัดนี้งานเลี้ยงวันประสูติใกล้จะเริ่มแล้ว นางก็ไม่อาจออกจากวังได้ อีกทั้งพระอัยยิกาก็ยังไม่อาจทรงพรากจากนางไปได้ และนางก็นึกขึ้นมาได้ว่า หลังพระอัยยิกาทรงฉลองวันประสูติแล้ว ก็สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน ชาติก่อนนางเพราะเซี่ยเชวียซานจึงไม่ได้ครุ่นคิดอันใด
แต่พระอัยยิกาทรงมีพระวรกายแข็งแรงมาโดยตลอด เหตุใดจึงเกิดเรื่องกะทันหันได้ น่าประหลาดยิ่งนัก
ไม่ทันให้จ้าวหยวนได้พูดว่าให้ส่งฮูหยินกลับ เฉินซื่อก็กระชากกระโปรงวิ่งรีบออกจากตำหนักหนิงเต๋อ
จือซูคอยอยู่ข้างนอกทั้งคืน ร้อนใจจนทนไม่ไหว
ในที่สุดก็เห็นคุณหนูของตนออกมา จึงรีบเข้าพยุงนาง “คุณหนูเจ้าขา...”
“จือซู เจ้าช่วยนำความไปบอกข้างนอกที ให้เซี่ยเชวียซานหลังเข้าเฝ้าฯ แล้วรอข้าอยู่ด้านนอกพระที่นั่งฉินเจิ้ง ข้ามีเรื่องจะพูดกับเขา”
เฉินซื่อรีบร้อนมุ่งไปทางพระตำหนักพระอัยยิกา พลางกำชับสั่ง
จือซูคิดว่านางจะไปหาเรื่องขายหน้าต่อหน้าท่านโหวน้อยอีก จึงเกลี้ยกล่อม “คุณหนู ท่านโหวน้อยปฏิเสธไม่ยอมพบท่านถึงสามครั้งแล้ว”
“ครานี้เจ้าบอกไปว่า ข้าจะหย่าขาด” เฉินซื่อรำคาญใจจนเหลือจะทน ต่อไปนางไม่อยากเห็นหน้าไอ้สารเลวนั่นอีก