หลังจากฟื้นคืนสติ สืออันเซี่ยก็พบว่าตนได้หวนกลับมาเกิดใหม่ในวัยสิบสี่ปี ในจวนกำลังจัดงานศพของสืออวิ๋นซิง ผู้เป็นพี่ชาย
นางสวมเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว ค่อย ๆ ย่างกรายไปตามระเบียงคดเคี้ยวของจวนโหว โคมไฟสีขาวใต้ชายคาสะบัดไหวเบา ๆ เมื่อนางใช้นิ้วแตะ
หนานเยี่ยน สาวใช้รับใช้ เร่งยัดถุงประคบร้อนใส่มือนาง พลางเอ่ยเตือนเสียงเบาว่า “คุณหนู อย่าโศกเศร้านักเลย พักรักษาตัวก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
โศกเศร้า? สืออันเซี่ยแหงนมองท้องฟ้าสีหม่น กลับหัวเราะออกมา
นางไม่โศกเศร้าเลยสักนิด ผู้ที่ตายไปหาใช่พี่ชายแท้ ๆ ของนางไม่ แต่เป็นบุตรชายของอนุเหวิน
ปีนั้น อนุเหวินกับถังชื่อ ผู้เป็นมารดาของสืออันเซี่ยให้กำเนิดบุตรในวันเดียวกัน นางแอบสับเปลี่ยนบุตรชายของตนกลายเป็นบุตรสายตรงของจวนโหว ส่วนสืออวิ๋นฉี่ พี่ชายแท้ ๆ ของสืออันเซี่ยกลับกลายเป็นบุตรอนุ ถูกอนุเหวินทรมานจนเติบใหญ่
สืออันเซี่ยเดินไปยังห้องจัดพิธีศพ เห็นถังชื่อร่ำไห้จนดวงตาแดงก่ำ คุกเข่าบนเบาะฟางด้วยความโศกาอาดูรราวกับจะสิ้นใจ
“ท่านแม่ ได้ยินว่าท่านไม่ได้หลับตาหลายวันแล้ว ให้ลูกประคองท่านกลับไปพักสักหน่อยเถิด” สืออันเซี่ยส่งสายตาให้สาวใช้ พลางประคองถังชื่อออกมาอย่างแข็งขัน
ถังชื่อร่ำไห้พลางดิ้นรนไปตลอดทาง “ซิงเอ๋อร์! ซิงเอ๋อร์ของข้า! ข้าไม่กลับ ข้าจะเฝ้าซิงเอ๋อร์ของข้า”
สืออันเซี่ยประคองถังชื่อขึ้นเตียง ซับผ้าห่มให้นาง สั่งให้สาวใช้ถอยออกไป แล้วจึงแนบหูกระซิบว่า “ท่านแม่ อย่าร้องไห้อีกเลย สืออวิ๋นซิงหาใช่บุตรของท่าน หรือพี่ชายแท้ ๆ ของลูก”
ถังชื่อได้ฟัง เสียงสะอื้นพลันสะดุดกลางลำคอ “เจ้า! เจ้าพูดเพ้ออะไรกัน?”
สืออันเซี่ยนั่งที่ขอบเตียง ยื่นมือมากุมมือของถังชื่อ ดวงตาดุดั่งบ่อน้ำโบราณลึกไร้ก้นเงยหน้าขึ้น เอื้อนเอ่ยอีกครั้งอย่างแจ่มชัด “ข้าบอกว่า สืออวิ๋นซิงหาใช่บุตรของท่าน แต่เป็นบุตรของอนุเหวิน”
น้ำตาของถังชื่อค้างอยู่บนแก้ม ตกตะลึงจนปากอ้าค้าง
สืออันเซี่ยไม่รีบร้อน รอให้มารดาค่อย ๆ ซึมซับข่าวอันน่าตกตะลึงนี้ เพียงค่อย ๆ ลูบแผ่นหลังบอบบางของนาง
ผ่านไปนาน ถังชื่อจึงยกมือเช็ดน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้าพลางถามว่า “เซี่ยเอ๋อร์ เจ้ารู้มาจากไหน?”
สืออันเซี่ยคิดหาถ้อยคำไว้ก่อนแล้ว “เมื่อครู่นี้ ลูกตั้งใจจะไปคารวะท่านย่าที่เรือน เดิมทีได้ยินท่านย่าพูดกับอนุเหวินโดยไม่ตั้งใจ”
“ท่านย่าของเจ้าก็รู้ด้วยหรือ?” น้ำตาของถังชื่อก็พรั่งพรูออกมาอีก
“แค่รู้หรือ! อนุเหวินเองก็เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของท่านย่า ปีนั้นท่านกับอนุเหวินให้กำเนิดบุตรในวันเดียวกัน หากไร้การแทรกแซงของท่านย่า นางจะสับเปลี่ยนเด็กทั้งสองได้ราบรื่นเช่นนั้นรึ?” เมื่อได้มีชีวิตอีกครั้ง สืออันเซี่ยกลับไม่โกรธเลย ยังรู้สึกโชคดีที่ทุกอย่างยังทันการณ์
ถังชื่อคลายความระแวงลงสิ้นแล้ว แต่ยังกล้ำกลืนไม่ลง เปิดผ้าห่มลงจากเตียง เสียงแหบพร่าเอ่ยว่า “ข้าจะไปถามให้รู้แน่ชัดเดี๋ยวนี้ ทวงคืนความยุติธรรม!”
สืออันเซี่ยรีบห้ามถังชื่อ “ท่านแม่ อย่าเพิ่งรีบร้อน ความยุติธรรมนั้นทวงได้อย่างช้า ๆ หากท่านย่ายืนกรานปฏิเสธสิ้นไม่ยอมรับ เราจะทำเช่นไรเล่า? สิ่งสำคัญที่สุดเฉพาะหน้าคือ ทำอย่างไรจึงจะรับตัวพี่ชายอวิ๋นฉี่กลับมาอย่างเปิดเผย ข้าได้ยินว่า พี่ชายอวิ๋นฉี่ถูกอนุเหวินเฆี่ยนด้วยแส้หนังปางตาย ตอนนี้ยังถูกขังในเรือนเก็บฟืน”
ถังชื่อฟังแล้ว รู้สึกราวกับถูกอัดแน่นกลางอก
นางในฐานะภรรยาเอกแห่งเรือนรองของจวนโหว ไม่เคยรังแกอนุภรรยาหรือบุตรของนางเลยสักครั้ง สำหรับเด็กคนนั้นที่เรียกชื่อว่าสืออวิ๋นฉี่ ยิ่งเคยแอบช่วยเหลือด้วยความเมตตา
เด็กคนนั้นชวนให้ปวดใจนัก ตัวผอมบางอ่อนแอ เงียบขรึมไม่เอ่ยวาจา
นางเคยได้ยินกับหู อนุเหวินตวาดด่าบุตรชายว่า “เจ้ามันก็แค่บุตรอนุกระจอก หากอยากมีชีวิตดีในภายภาคหน้า ก็ต้องยกย่องคุณชายอวิ๋นซิงเป็นใหญ่ทุกสิ่งทุกอย่าง! ต่อให้เขาจะเอาแกตาย แกก็ต้องยอม!”
ยามนั้นถังชื่อฟังแล้วยังรู้สึกซาบซึ้งใจ
อนุภรรยาคนหนึ่งทำได้ถึงขั้นนี้ ช่างหาได้ยากนักในโลกหล้า
ที่แท้ ความจริงก็เช่นนี้! ไอ้ที่เรียกกันว่า “บุตรอนุกระจอก” นั่นแหละ คือบุตรในไส้ของนางเอง!
ใจของถังชี้อกสั่นรวดร้าว ปวดยิ่งกว่าตอนได้ยินข่าวตายของสืออวิ๋นซิงเสียอีก น้ำตายังไงก็เช็ดไม่รู้จักแห้ง “เซี่ยเอ๋อร์ ว่าแต่บัดนี้เจ้าว่าจะทำอย่างไร?”
สืออันเซี่ยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ถังชื่อ “ท่านแม่ หากท่านเชื่อใจข้า ก็ยกให้ข้าจัดการเถิด ลูกจะต้องจัดการให้ราบคาบหมดจด”
ถังชื่อรู้สึกว่าบุตรสาวตรงหน้าแลไม่เหมือนเคย ดวงตาคู่นั้นล้ำลึกไร้อารมณ์ ดุจบ่อพันปีไว้คลื่นลม แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
นางพยักหน้า ก้มหน้าลงอีกครั้ง น้ำตาก็กลับมาแดงก่ำ
สืออันเซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามว่า “บัดนี้ ใครเป็นผู้จัดการงานศพ?”
ถังชื่อตอบ “ท่านย่าของเจ้าหวังให้ข้าใช้กำลังจากจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น จัดงานศพให้ใหญ่โตอลังการ จึงมอบหน้าที่ให้ข้าทั้งหมด”
เช่นนั้นก็ดีนัก จะได้ใช้กำลังจากจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นให้เต็มที่! แววตาสืออันเซี่ยวูบไหว “ท่านแม่ ท่านให้มามาจงยืมข้าใช้สักหน่อยได้หรือไม่?”
“คนในลานไห่ถัง เจ้าจะจัดสรรอย่างไรก็ได้ตามใจ” แววตาของถังชื่อเผยความร้อนรนออกมา “พวกเราจะรับตัวพี่ชายเจ้าออกมาได้เร็วขึ้นหรือไม่?”
“ท่านแม่อย่าเพิ่งรีบร้อน ข้าจะจัดการเอง ท่านอย่าให้ใครสังเกตเห็นความผิดปกติ” สืออันเซี่ยกำชับเสียงเบา “บัดนี้ ลูกสมุนของอนุเหวินปักหลักทั่วจวนโหว พวกเราจะก้าวเดินพลาดแม้แต่ก้าวเดียวไม่ได้”
ถังชื่อเก็บงำความเร่งด่วนไว้ น้อมรับคำ “เซี่ยเอ๋อร์ แม่จะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง”
สืออันเซี่ยจึงสั่งให้มามาจงออกไปยังจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นเพื่อนำสารไปให้ท่านอาแปะทันที
ยามพลบคล้อย จวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นก็ยกขบวนใหญ่มากว่าสามสิบคน คนรับใช้ สาวใช้ องครักษ์ และพ่อบ้าน ต่างสวมอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาวมายังจวนโหว เข้ามาในห้องจัดพิธีศพ พลันขะมักเขม้นกันยกใหญ่
ราตรีกาลอันมืดสนิท จึงคืบคลานปกคลุม ห้องจัดงานศพก็มิอาจให้คนเข้าออกตามใจได้อีก
ภายในลานเฉียงเวย อนุเหวินมีสีหน้าโศกาอาลัย นางก็ร่ำไห้ไม่หยุด “หลิวหม่ามา สืบหรือยังว่า ถังชื่อกำลังทำอะไรกันแน่?”
หลิวหม่ามาตอบว่า “อนุเหวินโปรดอย่าตื่นตระหนก ถังชื่อโศกเศร้าจนเป็นลมไปหลายครั้ง ตอนนี้กลับไปพักที่ลานของนางแล้ว ได้ยินว่าตอนนี้ ผู้จัดการงานศพคือคุณหนูอันเซี่ย ครานี้จวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นส่งคนมาช่วย ดูท่าเพื่อต้อนรับธรรมาจารย์หงต๋า”
สีหน้าอนุเหวินจึงผ่อนคลายลงบ้าง “น่าจะทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ซิงเอ๋อร์เป็นหลานชายตาของจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นของพวกนั้น จะมานิ่งดูดายมิถามข่าวคราวได้อย่าง? เชิญธรรมาจารย์หงต๋ามาทำพิธีปลอบขวัญวิญญาณ ดูท่าแล้ว ในที่สุดก็ใส่ใจแล้วสิ”
“อนุเหวินโปรดวางใจ ด้วยการอวยพรเสริมส่งของธรรมาจารย์หงต๋า คุณชายซิงในชาติหน้าย่อมไปเกิดในครรภ์ที่ดี ชีวิตนี้จะร่ำรวยสุขสบายหาที่สิ้นสุดมิได้”
อนุเหวินได้ฟัง ก็โศกาจากส่วนลึกในจิตใจ นางวางแผนเฝ้ารอมาเป็นเวลาสิบหกปี สายตามองเห็นจะออกดอกออกผล ใครจะรู้ว่าคนกลับจากไป สุดท้ายล้วนสูญเปล่า
สักพัก หลิวหม่ามารายงานอีกครั้งว่า ธรรมาจารย์หงต๋ามาก็มาแล้ว แต่พักอยู่ได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ก็พาบรรดาพระสงฆ์จากไป
อนุเหวินฟังแล้วไม่เข้าใจ “พิธีปลอบขวัญวิญญาณให้ข้ามภพ อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งชั่วยามป่ะ เหตุใดกลับรวดเร็วเช่นนี้?”
หลิวหม่ามาสั่นหน้า “ข่าวอื่น ๆ ก็สืบไม่ถึงแล้ว ด้านนอกที่เฝ้ายามอยู่ ล้วนเป็นคนจากจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น พวกบ่าวทั้งหลายเข้าไปไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าในนั้นสถานการณ์เป็นเช่นใด”
“ไป ไปดูหน่อย” อนุเหวินรวบผมมวยขึ้น สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ชั้นนอก ฝ่าสายลมหิมะตรงไปยังห้องจัดพิธีศพ
มามาผู้มีใบหน้าไม่คุ้นเคยกีดขวางนางไว้ “โปรดหยุดไว้ก่อน ไร้ซึ่งคำสั่งของคุณหนูอันเซี่ย ใครก็ล้วนเข้าห้องจัดงานศพไม่ได้”
อนุเหวินหน้าดำขึ้นมา ในมือถืออำนาจดูแลกิจการภายในจวนโหวมาหลายปี ในเรือนเยี่ยงปลาได้น้ำ มีบ่าวไพร่คนใดบ้างไม่เกรงใจนางสักสามส่วน
บัดนี้ กลับถูกบ่าวของจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้นขัดเส้นทางเสียหน้า ไม่อาจกล้ำกลืน “ไปเรียกสืออันเซี่ยออกมา! ข้าจะดูนางว่าท้ายที่สุดแล้วจะให้ข้าเข้าได้ไหม!”
มามาผู้นั้นไม่ร้อนรน ยังคงยืนขวางทางอย่างมั่นคง “ขอถามว่า ท่านเป็นคนเช่นใดในจวนนี้? ดูจากการแต่งกายแล้ว ดูคล้ายอนุภรรยา อนุภรรยาคนหนึ่ง สำหรับบุตรสาวสายตรงแล้ว แท้จริงแล้วก็เช่นพวกเรา เป็นเพียงบ่าว จะมีวี่แววใดสามารถเอ่ยชื่อคุณหนูตรง ๆ ได้?”
อนุเหวินโกรธจนตาเปลี่ยนเป็นสีเขียว
บ่าวสุนัขของจวนกั๋วกงพิทักษ์แคว้น กล้าดีกล่าวหาว่านางคือบ่าว! มีบ่าวที่ไหนได้สวมใส่แพรพรรณหรูหราเช่นนี้? ตรงไหนของนางดูคล้ายอนุภรรยากัน!
นางโกรธนัก ตามความเคยชิน ยกมือขึ้นเตรียมจะให้ฉาดหนึ่ง
ทว่า ฝ่ามือนั้นค้างกลางอากาศ ไม่ยอมฟาดลงมาเลยเป็นนานนัก