ใครจะคิดว่าเจียงหว่านจะดื้อดึงไม่ยอมฟังใครถึงขนาดนี้
ซูเหว่ยเริ่มโมโหอยู่ในใจ แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงว่า “หว่านหว่าน ลองคิดให้ดีนะ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธออยู่ตระกูลซูอย่างสุขสบาย กินดีอยู่ดี ถ้าออกจากตระกูลซู กลับไปอยู่ชนบท ต่อไปคงเหลือแต่วันที่ลำบากแล้ว”
“เธอแน่ใจหรือว่าจะทนไหว?”
ซูเหว่ยมองเจียงหว่าน แล้วพูดเสียงอ่อนลงอย่างหาได้ยาก “หว่านหว่าน เลิกเอาแต่ใจได้แล้ว”
“ถ้าไม่อยากโอนหุ้นให้ซูอี๋ ก็โอนให้ชื่อน้องชายเธอสิ”
ใช่แล้ว ซูเหว่ยยังมีลูกชายอีกคน อายุน้อยกว่าเจียงหว่าน 2 ปี และถูกส่งไปเรียนต่อที่ต่างประเทศตั้งแต่สองปีก่อน
น้องชายคนเล็กของตระกูลซูชอบเกาะติดเจียงหว่านมาตั้งแต่เด็ก ส่วนเจียงหว่านก็รักและเอ็นดูเขามาตลอด
พอซูอี๋ได้ยิน สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
เธอรู้ว่าที่บ้านยังมีน้องชายซึ่งไม่เคยเจอหน้ากันอยู่คนหนึ่ง
ทั้งที่ตกลงกันแล้วว่าหุ้นของเจียงหว่านจะโอนให้เธอ แต่ตอนนี้กลับจะโอนให้กับน้องชายที่อยู่ไกลถึงต่างประเทศ ซูอี๋ย่อมไม่พอใจ
แต่เธอไม่กล้าแสดงออกมา
เธอกลอกตา ก่อนพูดกับเจียงหว่านว่า “ใช่แล้วค่ะพี่ พ่อก็ทำเพื่อพี่ทั้งนั้น อย่าไปงอนพ่อเลยนะ พี่ขอโทษพ่อสิ ฉันไม่เอาหุ้นแล้ว พี่โอนให้พ่อก็ได้ ต่อไปเราก็ยังเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันเหมือนเดิม”
“อีกอย่าง ขอแค่พี่กลับมา ที่บ้านมีรถดี ๆ ให้พี่ขับตั้งเยอะ พี่ก็ไม่ต้องขับรถตู้เก่า ๆ คันนั้นแล้ว”
ระหว่างพูด ซูอี๋ดึงแขนเสื้อเจียงเหมยลี่เบา ๆ แล้วออดอ้อนว่า “แม่ ช่วยพูดกับพี่หน่อยสิคะ”
