จูอี๋ทำหน้าเย็นชา เชิดคางขึ้นเล็กน้อย
“ค่าส่งข่าวสองตำลึง กระดาษวิเศษเมื่อครู่หนึ่งตำลึง รวมเป็นสามตำลึงเงิน จ่ายเงินมาเดี๋ยวนี้”
แค่ส่งข่าวก็เรียกเก็บสองตำลึง ช่างใจดำเสียจริง
แต่มารดาสกุลกั๋วก็กล้าคิดอยู่ในใจเท่านั้น ไม่กล้าเอ่ยออกมาสักคำ ยังต้องรีบร้อนวิ่งไปหยิบเงินมาให้อีก
“เอ่อ... นังหนูตระกูลหลิวคนนั้น...”
จูอี๋ถลึงตา “นังหนูตระกูลหลิวอะไร ข้าแซ่เจียง เจียงจูอี๋!”
มารดาสกุลกั๋วรีบเปลี่ยนคำ “นังหนูตระกูลเจียง ถ้าเจ้าไปแล้ว ลูกชายคนที่สามของข้า...”
กั๋วซานฝูที่อยู่ข้าง ๆ ร้อนใจขึ้นมา “ท่านแม่ ต้องเรียกว่าคุณหนูเจียง!”
มารดาสกุลกั๋วจำต้องเปลี่ยนคำอย่างกระอักกระอ่วน
จูอี๋โบกมือ “กระดาษวิเศษมีผลอยู่ครึ่งชั่วยาม พอให้พวกเจ้าพูดคุยกันแล้ว หากมีธุระอื่น พรุ่งนี้ค่อยไปหาข้าที่เขาตะวันตก”
กล่าวจบ นางก็ไม่รอให้คนสกุลกั๋วทันตอบสนอง พลิกข้ามกำแพงจากไปทันที
บิดาสกุลกั๋วมักพูดเอาทีหลังเสมอ เขามองภรรยาของตนอย่างไม่พอใจ “ดูปากเจ้าสิ ช่างหาเรื่องให้คนขุ่นเคืองเก่งจริง ๆ!”
มารดาสกุลกั๋วโมโห “เจ้าก็ไม่ได้พูดจาน่าฟังสักเท่าไร!”
กั๋วซานฝูปวดหัว “พอเถอะ ท่านพ่อท่านแม่ ข้ายังมีเรื่องจะคุยกับพวกท่าน!”
เขายังไม่ลืมจุดประสงค์ที่มาวันนี้ จึงเล่าแผนการที่ตกลงกับจูอี๋ไว้ให้ฟังอย่างละเอียด แต่หลังจากฟังจบ มารดาสกุลกั๋วกลับไม่ยินยอม
“หาเมียอะไรต้องใช้ตั้งสามตำลึง? แม่หาคนที่ยังไม่ออกเรือนแต่ตายไปแล้วให้เจ้าสักคนก็ได้ ใช้ไม่ถึงสองตำลึงด้วยซ้ำ ข้าว่านังหนูนั่นตั้งใจหลอกเจ้า!”
กั๋วซานฝูหน้าถอดสี กลัวว่าจูอี๋ที่ยังไปไม่ไกลจะได้ยินคำพูดนี้เข้า
“ท่านแม่ ถ้ายังพูดเหลวไหลอีก ระวังคุณหนูเจียงจะลงมือกับข้า ฝั่งพวกเราไม่มีผีตนไหนกล้ายุ่งกับนางหรอก!”
