จูอี๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พอดีข้ากำลังคิดจะซื้อธัญพืชจากชาวบ้านอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ถือว่าข้าซื้อจากเจ้า ข้าจะจ่ายตามราคาของร้านขายธัญพืช”
เสิ่นหวยจิ้นย่อมไม่เต็มใจ แต่จูอี๋ยืนกรานจะจ่ายให้ได้
ทั้งสองผลัดกันปฏิเสธอยู่หลายรอบ ท้ายที่สุดเสิ่นหวยจิ้นก็ขัดนางไม่ได้ จึงจำต้องรับเงินสองร้อยอีแปะไว้
จูอี๋รู้ว่าเขาไม่ได้รับเงินตามราคาจริง แต่ก็ไม่ได้ยืนกรานต่อ พวกเขารู้จักกันมานานแล้ว หากจะคิดบัญชีกันให้ชัดเจนทุกอีแปะ กลับจะยิ่งห่างเหินกัน
เมื่อใส่ธัญพืชลงในตะกร้าสะพายหลังเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินออกไปด้วยกัน
ครั้นเสิ่นโซวกลับมา ก็เดินสวนกับทั้งสองเข้าพอดี พอเห็นจูอี๋กำลังจะไป นางก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก จึงก้าวเข้าไปคว้ามือนางไว้
“จูอี๋ เจ้าจะกลับแล้วหรือ เหตุใดไม่อยู่ต่ออีกสักพักเล่า ข้ายังอยากคุยกับเจ้าอยู่เลย ข้าไม่ได้พบเจ้ามานานมากแล้ว!”
เสิ่นโซวเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่เป็นเด็กสาวอายุน้อยกว่านางหลายปีแท้ ๆ แต่นางกลับรู้สึกพึ่งพิงอีกฝ่ายได้ แน่นอนว่านางไม่มีวันยอมรับเรื่องนี้
“วันนี้ไม่ได้ ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการอีกตั้งมาก รอฝนหยุดและทางภูเขาแห้งแล้ว หากเจ้าอยากพบข้า ค่อยไปหาข้าที่บ้านก็ได้”
เสิ่นโซวจำต้องปล่อยมืออย่างอาลัยอาวรณ์
จูอี๋กับเสิ่นหวยจิ้นออกจากหมู่บ้าน ระหว่างเดินขึ้นไปตามทางภูเขา ทั้งสองก็คุยกันถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในสำนักศึกษาเมือง
คุยไปคุยมา เสิ่นหวยจิ้นก็เปลี่ยนหัวข้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“เมื่อครู่ข้าบอกผู้ใหญ่บ้านไปแล้วว่าข่าวฝนตกหนักนั้น เจ้ามองดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้าจึงรู้มา”
จูอี๋กำลังแทะแตงกวาที่หยิบติดมือมาจากบ้านสกุลเชิ่น พอได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
