มารดาสกุลกั๋วเห็นนางไม่รับคำ จึงรีบดึงบทสนทนากลับมา
“คุณหนูเจียง นางลี่ผู้นั้นพูดจาไม่ผ่านสมองก็จริง แต่แท้จริงแล้วจิตใจไม่ได้เลวร้ายอะไร คุณหนูอย่าได้ถือโทษนางเลยนะ แล้วพอจะบอกพวกเราได้หรือไม่ว่า ตอนนั้นแม่สามีของนางกลับมามีธุระอันใดจะฝากฝัง”
จูอี๋หลุบตาลง หยิบไม้ท่อนเล็กขึ้นมา ค่อย ๆ แคะโคลนที่ติดใต้รองเท้าอย่างเชื่องช้า
“คุณป้าพูดอะไรหรือ ข้าไม่เคยผูกใจเจ็บกับใครอยู่แล้ว ตอนนั้นหญิงชราผู้นั้นมีเรื่องให้ข้านำไปบอกจริง ทั้งยังดูเร่งรีบมาก แต่ลูกสะใภ้ของนางไม่ยอมให้เข้าประตู ข้าจึงไม่ได้บอกต่อ”
มารดาสกุลกั๋วเชื่อคำว่าไม่ผูกใจเจ็บ จึงถามต่อว่า “แล้วนางฝากคำใดให้เจ้าบอกหรือ”
จูอี๋ส่ายหน้า “หญิงชราไม่ได้บอก นางกล่าวว่าต้องรอพบหน้าลูกสะใภ้ก่อนจึงจะพูด ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ยิน
วันนั้นข้ายังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ถูกไล่ออกมาเสียก่อน หญิงชรายืนอยู่นอกลานบ้านตั้งนาน ต่อมายังถอนใจ แล้วพึมพำว่า...”
มารดาสกุลกั๋วรีบซัก “พึมพำว่าอะไรหรือ”
จูอี๋ขมวดคิ้ว ทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตบหน้าผากตนเอง
“ข้านึกออกแล้ว ตอนนั้นหญิงชรากล่าวว่า เงินที่เก็บซ่อนไว้ตั้งหลายปี หากให้ใครไม่ได้ก็เสียเปล่าเปล่า ๆ ในเมื่อไม่มีโอกาสได้พูด เช่นนั้นก็คงไร้วาสนาต่อกัน ต่อไปผู้ใดขุดพบก็ให้ผู้นั้นเอาไปเถิด”
มารดาสกุลกั๋วสูดลมหายใจเฮือก “เงินหรือ นางยังซ่อนเงินส่วนตัวไว้อีกหรือ”
“ใครจะไปรู้เล่า”
จูอี๋หาวอย่างเกียจคร้าน ทำท่าราวกับกำลังจะงีบกลางวัน
