เส้นไม้ไผ่พลิกไปพลิกมาอยู่ในมือจูอี๋ ไม่นานนักนางก็สานก้นตะกร้าได้ใบหนึ่ง
นางลงมืออย่างชำนิชำนาญ แม้จะไม่เก่งกาจเท่าช่างสานอาวุโส แต่ฝีมือระดับนี้ก็เพียงพอสำหรับใช้ในบ้านแล้ว ทั้งยังดูแน่นหนามั่นคง
“ฝีมือเจ้าดีขึ้นทุกที”
เสิ่นหวยจิ้นปีนขึ้นมาพร้อมหอบหายใจ จึงหยิบเก้าอี้ตัวเล็กของจูอี๋มานั่งเสียเลย
จูอี๋ไม่แม้แต่จะเงยหน้า เท้ายังคงเหยียบก้นตะกร้าไว้ “อยู่ไปนาน ๆ ก็เรียนรู้ได้ทุกอย่าง ข้าก็ฉลาดถึงเพียงนี้ เรียกว่าทำงานอะไรก็เป็น ทำงานใดก็เก่ง ทุกอาชีพล้วนทำได้”
เสิ่นหวยจิ้นชินกับวิธีพูดของจูอี๋มานานแล้ว จึงหัวเราะเบา ๆ พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ
หลังฝนห่าใหญ่ผ่านพ้นไป ภูเขาลูกนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
เขาสานตะกร้าไม่เป็น พักอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบมีดฟืนขึ้นมาช่วยจูอี๋ผ่าไม้ไผ่เป็นเส้น
“นาของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็พอใช้ได้ ข้าเปิดทางระบายน้ำไว้ก่อนแล้ว ฝนที่ตกลงมาจึงไหลลงไปตามไหล่เขาหมด แต่ก็ยังล้มเสียหลายต้น แถมต้นกล้าข้าวบางส่วนยังถูกน้ำพัดไปด้วย”
“ผลผลิตต้องลดลงแน่ ประเมินหรือยังว่าจะลดลงเท่าไร”
จูอี๋ลุกขึ้นยืน ขยับคอและนิ้วมือไปมา พลางนึกถึงคำพูดของชายชราผี
“อืม...คงสักสามส่วนกระมัง แล้วข้างล่างเขาเล่า หมู่บ้านของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็ยังไม่เลว สถานการณ์แย่กว่าทางเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าดีที่สุดในบรรดาหมู่บ้านใกล้เคียงแล้ว”
เสิ่นหวยจิ้นเล่าสถานการณ์ของหมู่บ้านใกล้เคียงให้ฟังจนหมด ก่อนจะกล่าวปิดท้ายว่า
“ระหว่างทางที่ข้ากลับมาได้ยินว่า ไม่ใช่แค่แถวบ้านเราที่ฝนตก หลายอำเภอใกล้เคียงก็มีฝนตกด้วย บางแห่งตกหนักกว่าทางเรามาก ที่ร้ายแรงถึงขั้นเกิดดินถล่ม ภูเขาพังทลาย แม้แต่คันกั้นน้ำแถบแม่น้ำฮุนเจียงก็ถูกน้ำซัดพังไปแล้ว”
