เจียงจู้กับโจวเฉิงอวี้เป็นคนบ้านเดียวกัน แม้จะไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน แต่เขารู้มาโดยตลอดว่าโจวเฉิงอวี้เป็นพรานบนเขาผู้มีปานน่าเกลียดบนใบหน้า
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาให้ความสนใจโจวเฉิงอวี้เพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือคราวที่อีกฝ่ายเอาชนะน้องชายรองจนได้ตำแหน่งซิ่วไฉอันดับหนึ่ง และอีกครั้งก็คือตอนที่โจวเฉิงอวี้หย่าขาดกับหลิวอาเฉียว
ทว่าทั้งสองครั้งเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอีกฝ่ายนัก เพียงเพราะในใจดูแคลนว่าเป็นคนอัปลักษณ์
ตงเซี่ยให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ยิ่งนัก ผู้ใดมีตำหนิบนใบหน้า ต่อให้มีความสามารถเพียงใดก็ไม่มีวันได้ผงาดขึ้นมา
แต่บัดนี้เขากลับได้รู้ว่าบุรุษรูปงามตรงหน้าคือโจวเฉิงอวี้ที่ตนเคยดูแคลนอย่างนั้นหรือ?
“เป็นไปไม่ได้ เขาอัปลักษณ์ชัด ๆ เหตุใดเจ้าจึงเป็นเขาไปได้?”
เจียงจู้ไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้เลย
“จะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเจ้า อาเฉียว พวกเรากลับเข้าห้องกันเถิด”
โจวเฉิงอวี้คร้านจะต่อปากต่อคำกับเขาอีก จึงหันไปกล่าวกับหลิวอาเฉียวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
จากนั้นพวกเขาก็เชิญบ่าวที่นำเทียบเชิญมาส่งให้เข้าไปนั่งพัก ทว่าบ่าวยิ้มปฏิเสธ เขายังต้องกลับไปทำงานที่จวนสกุลเจียง จึงไม่มีเวลารั้งอยู่เป็นแขก
เพราะเจียงจู้เข้ามาก่อกวน หลิวอาเฉียวกับคนอื่น ๆ จึงหมดอารมณ์ออกไปเดินเที่ยว ทั้งครอบครัวเลยกลับเข้าบ้านแล้วลงกลอนประตูใหญ่แน่นหนา
เจียงจู้ยืนนิ่งเหม่อลอยอยู่หน้าประตูครู่ใหญ่ กว่าจะกลับจวนสกุลเจียงอย่างเลื่อนลอย
*
“พี่ใหญ่พูดว่าอย่างไรนะ? เทียบเชิญของพี่อาเฉียวไม่ได้ขอมาให้ข้าหรือ?”
จวนสกุลเจียง
