บทที่ 38 เมิ่งสิงชวน ขุนนางผู้ดูแลศาลต้าหลี่
เมื่อหลิวอาเฉียวและคนอื่น ๆ รู้ว่าเจียงจู้ส่งคนติดตามพวกเขา เพื่อจะส่งเมิ่งสิงชวนไปที่ว่าการ ต่างก็ลอบสบถว่าเคราะห์ร้าย ขณะเดียวกันก็อดเป็นกังวลมิได้
“เอ่อ... ไปที่ว่าการได้จริงหรือ?”
หลิวอาเฉียวมองบุตรสาวกับเมิ่งสิงชวนอย่างกังวล ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ
หลิวเจียเหอรู้ดีว่าสามารถไปได้ ทว่านางพูดออกมาไม่ได้ มิฉะนั้นเมิ่งสิงชวนอาจสงสัยว่านางรู้ฐานะของเขาได้อย่างไร
ดังนั้นนางจึงแสร้งทำเป็นกังวล แล้วหันไปมองเมิ่งสิงชวน ก่อนเอ่ยเสียงใสว่า “ท่านอา ไปที่ว่าการแล้วจะไม่เป็นไรจริงหรือเจ้าคะ?”
“พวกเจ้าวางใจเถิด ข้าไม่ใช่นักโทษหลบหนี เมื่อไปถึงศาลต้าหลี่แล้วพิสูจน์ตัวตนได้ ข้าก็ไม่เป็นไร ตรงกันข้าม การมีคนเหล่านั้นติดตามอยู่ด้วยก็นับเป็นหลักประกันอย่างหนึ่ง
“ข้างหน้ายังมีอีกสองแคว้น คนกลุ่มนั้นอาจซุ่มกำลังคนไว้ตามที่เหล่านั้นเพื่อสืบหา หากมีฐานะแม่ทัพอยู่ด้วย ข้าก็ยิ่งผ่านด่านไปได้อย่างสะดวกและปลอดภัย”
มุมปากของเมิ่งสิงชวนเผยรอยยิ้มบางเบา
“อาเฉียว ที่เขาพูดไม่ผิด เจียงจู้เป็นแม่ทัพขั้นสี่ ยามทหารลาดตระเวนตรวจตรา พวกเขาย่อมเกรงใจอยู่บ้าง”
แม้โจวเฉิงอวี้ไม่รู้ฐานะของเมิ่งสิงชวน แต่ก็มองออกถึงเหตุผลเบื้องหลัง
“เช่นนั้นก็ดี” หลิวอาเฉียวจึงค่อยยกมือตบอกอย่างโล่งใจ
รถม้าเดินทางต่อไปอีกหลายวัน ระหว่างทางมีทหารลาดตระเวนตรวจตราจริง ๆ พวกเขาติดตามรถม้าของเจียงจู้ จึงรอดพ้นจากความยุ่งยากที่ต้องถูกเปิดรถม้าตรวจค้นผู้คน
หลิวเจียเหอมองเหล่าทหารที่มีท่าทางดุดัน เดิมทีนางคิดว่าการพบเจียงจู้เป็นเคราะห์ร้าย บัดนี้กลับรู้สึกว่าเป็นเพราะสวรรค์คุ้มครองพวกนาง
