นายทหารที่เดินเข้ามาสีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญ ขาทั้งสองข้างเรียวยาวตรงดิ่งกว่าผู้อื่น ราวกับคมมีด
นายทหารผู้ช่วยของเขาเปิดประตูคุกนักโทษชายฝั่งตรงข้ามก่อน
“แม่ทัพน้อย ข้ากล่าวหา ข้าไม่ใช่สายสืบ”
นักโทษชายขอความเมตตา
เสียงปืนดังปังหนึ่งนัด เสียงสะท้อนก้องกังวานอยู่ในคุกมิรู้จาง
เหยียนซินค่อยๆ เงยหน้าที่ซบลงขึ้น ดวงตาดำเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ปลายนิ้วของเหยียนซินจิกเข้าไปในเนื้อโดยไม่รู้สึกเจ็บ
“ใครจะพูดก่อน” เสียงนายทหารเย็นชาและทุ้มต่ำ “วันนี้ข้าปวดหัวนัก ฟังเสียงอื้ออึงไม่ได้ ไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระ ใครพูดก่อนคนนั้นรอด”
นักโทษชายมีทั้งหมดสี่คน ตายไปหนึ่งคน สามคนที่เหลือตัวสั่นเทา
ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจา
นายทหารชี้ไปที่คนหนึ่ง “เจ้าว่ามา”
“แม่ทัพน้อย ข้า ข้าคือคนเปิดร้านทองฝั่งตรงข้าม ท่านลองไปถามดูก็ได้ คนในตรอกใกล้เคียงรู้จักข้าดี ข้าไม่ใช่สายสืบ ข้าไม่ใช่...”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ก็ดังปังอีกนัดหนึ่ง
หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเหยียนซินหวาดกลัวจนหดตัวไปอยู่มุม ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
เหยียนซินเองก็อดไม่ได้ที่จะขยับถอยไปข้างหลัง
การได้เกิดใหม่เป็นแค่เรื่องตลกงั้นหรือ
นางจะต้องตายก่อนเวลาเดิมถึงสิบแปดปีเชียวรึ
ความคับแค้นใจและความเจ็บปวดทั้งชีวิตของนาง จะไม่ได้รับการปลดเปลื้องเลยเพียงเพราะได้เกิดใหม่หรือ
“ดูท่าพวกเจ้าไม่มีใครอยากพูด” นายทหารออกมาจากคุกนักโทษชาย “ไม่เป็นไร พวกเจ้าไปสงบสติอารมณ์สักสองสามวัน”
เขาสั่งให้นายทหารผู้ช่วยเปิดประตูคุกนักโทษหญิง
หญิงวัยสี่สิบผู้นั้นอยากแปลงกายเป็นหนู มุดหนีลงรูไป หล่อนกัดฟันแน่นไม่กล้าหลุดเสียงร้องไห้
เหยียนซินไม่มีที่ให้หลบซ่อน
นายทหารมองลงมาจากที่สูง มองดูเหยียนซินที่นั่งอยู่บนพื้น แล้วโน้มตัวลงมาเล็กน้อย บีบคางของนาง บังคับให้นางเงยหน้าขึ้น
“เจ้าพูดก่อน พรรคพวกของเจ้านัดรวมตัวกันที่ใด” นายทหารจ้องมองเหยียนซินอย่างจับผิด แล้วถามนางด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คำตอบที่ว่า “ข้าไม่ใช่สายสืบ” นั่นแหละคือความตาย
นายทหารผู้นี้ไม่สนใจการเข่นฆ่าสังหาร เขาจำเป็นต้องใช้วิธีเด็ดขาดเพื่อข่มขวัญ
ในหกคนที่จับตัวมาได้ ต้องมีสักหนึ่งหรือสองคนที่เป็นสายสืบแน่นอน
เขาต้องการให้สายสืบเข้าใจว่า เข้ามาในที่แห่งนี้แล้ว นอกจากสารภาพกับตาย ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว
ส่วนผู้บริสุทธิ์ก็เป็นผู้ถูกฝังกลบ เป็นไก่ที่ไว้เชือดขู่ลิง
เหยียนซินก็ดันเป็นผู้บริสุทธิ์เช่นนั้น
หัวใจของนางห่อเหี่ยวลงไป แต่แววตากลับสงบนิ่ง “ท่านแม่ทัพ ท่านปวดหัวมาได้สองเดือนแล้ว ข้ารักษาได้ หากข้าช่วยบรรเทาความปวดหัวของท่านได้ชั่วขณะหนึ่ง ท่านจะยอมให้ข้าค่อยๆ เล่าเรื่องให้ฟังได้หรือไม่”
สีหน้าของนายทหารเคร่งขึ้นมาทันที
เหยียนซินยกมือขวาขึ้นอย่างระมัดระวัง
มือของนางเรียวยาวอ่อนนุ่ม ดั่งต้นหอมสีเขียวสด เล็บสั้นขาวมันวาว มีแสงมุกบางเบา
เป็นมือที่งดงามยิ่งนัก
เป็นมือที่อ่อนนุ่มราวไร้กระดูก
นายทหารชะงักไปครู่หนึ่ง
มือของเหยียนซินเลื่อนลงไปแตะเหนือสะดือของเขา กดเบาๆ ลงไปเล็กน้อย
นายทหารอาจคิดว่านางไม่เป็นภัย หรืออาจมั่นใจในตัวเองมาก จึงไม่ได้ห้ามปราม ปล่อยให้มือของเหยียนซินสัมผัสถูกท้องน้อยส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดของเขา
เหยียนซินเพิ่มแรงกดขึ้นอีกนิด เคลื่อนไปตามแนวกึ่งกลางลำตัว จากเหนือสะดือลงมายังใต้สะดือเป็นเส้นตรง ทำซ้ำไปมาห้าครั้ง
สีหน้าของนายทหารเปลี่ยนไปเล็กน้อย
อาการปวดหัวที่ทนได้ยาก บรรเทาลงทันตา ราวกับมีเข็มทิ่มแทงหนังศีรษะนั้นจางหายไปในชั่วพริบตา
ท่ามกลางสีหน้าเย็นชาของเขา เผยให้เห็นความประหลาดใจ
“ข้าคือคุณหนูหกแห่งตำราไป่เช่าถังของตระกูลเหยียน ท่านแม่ทัพ ข้าบรรเทาความเจ็บปวดของท่านได้ ตระกูลเหยียนของเรา ไม่ใช่แค่ปวดหัวรักษาหัว ปวดเท้ารักษาเท้า
ขอท่านโปรดให้เวลาข้า ให้ข้ารักษาอาการปวดหัวของท่านให้หาย และขอท่านได้โปรดใช้ความเมตตาให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง” เหยียนซินมองไปยังเขา
แววตาของนายทหารเข้มลึกขึ้น
เขาจ้องมองนางอย่างแน่วแน่
เหยียนซินยังคิดว่าเขาจะปฏิเสธหรือตอบตกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าเขาจะดึงนางลุกขึ้นพรวดพราด โอบนางไว้ในอ้อมแขน
เขาจูบลงบนริมฝีปากของนาง
ลมหายใจของชายหนุ่มสดชื่นเย็นเฉียบแต่ร้อนแรง แผ่ซ่านทั่วร่างของเหยียนซินดั่งคลื่นยักษ์
