ท้ายข้อความที่ส่งผ่านจิต เจินเหรินหานอวี้กล่าวถึงมรดกตกทอดในถ้ำพำนักอย่างคร่าว ๆ
นางบอกว่าตนเป็นเพียงผู้บำเพ็ญอิสระที่ตกอับ ชีวิตยากจนข้นแค้น ในถ้ำพำนักจึงไม่มีสมบัติล้ำค่าอยู่มากนัก
ของสะสมตลอดชีวิตก็มีเพียงตำราวิชา บันทึกเบ็ดเตล็ด และข้อคิดจากประสบการณ์ หนังสัตว์กับแผ่นหยกบันทึกอีกไม่กี่หีบ หากคนรุ่นหลังสนใจ ก็เปิดอ่านได้ตามสะดวก
โอสถส่วนใหญ่ถูกใช้จนหมดระหว่างฝ่าด่าน เหลือเพียงโอสถปี้กู่ที่ราคาไม่แพงกับโอสถหลอมลมปราณที่นางไม่ได้ใช้ ของล้ำค่าที่สุดในนั้นก็เป็นแค่โอสถชำระไขกระดูกที่เหลือจากการหลอมกายในช่วงแรก ทว่าผ่านมานานหลายปีแล้ว คาดว่าส่วนใหญ่คงเสื่อมสภาพ ไม่ควรตั้งความหวังไว้มาก
กระจกสำริดลายดอกบัวบนเตียงหยกเย็นเป็นศาสตราวิเศษระดับกลาง มีนามว่า “ซวงฮวา” สมัยยังสาวนางใช้มันป้องกันตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากฝึกฝนจนมีพลังสูงขึ้นก็เลิกใช้ จึงทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังเอาไว้ป้องกันตัว
บนโต๊ะหนังสือมีหยกประดับสลักอักษร “หาน” อยู่ชิ้นหนึ่ง นางพบมันในซากสำนักที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง เนื้อหยกมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อพกติดตัวจะช่วยหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณและทำให้จิตใจสงบ แม้ไม่ใช่สมบัติล้ำค่าอะไร แต่พกติดตัวไว้ในชีวิตประจำวันก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย
ถุงหอมใบเล็กบนโต๊ะเป็นถุงเก็บของที่นางหลอมขึ้นเอง ข้างในมีเสื้อผ้าเครื่องประดับกับของใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ของมีราคาอะไร
ถึงตอนนี้ เจตจำนงที่ส่งผ่านมาก็อ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ ราวเปลวเทียนที่ใกล้มอดดับ
ถ้อยคำช่วงสุดท้ายส่งมาถึง เจียงจ้าวเยี่ยสัมผัสได้ถึงอารมณ์แผ่วเบาที่แทบเลือนหาย ราวกับเสียงถอนหายใจแผ่วจางสายหนึ่ง ลอยผ่านกาลเวลาอันยาวนานมาสะท้อนข้างหูอย่างอ้างว้าง
“คนรุ่นหลัง การได้พบกันระหว่างเจ้าและข้านับเป็นวาสนา ชีวิตที่เร่ร่อนของข้าไร้สำนักไร้พวกพ้อง ญาติสนิทล้วนล่วงลับ ไม่มีลูกหลาน สุดท้ายจึงนั่งสงบเพียงลำพัง ก่อนกลายเป็นเถ้าธุลีอย่างเดียวดาย หากภายหน้าเจ้าบำเพ็ญจนสำเร็จ และมีกำลังเหลือพอ จะช่วยเก็บเสื้อผ้ากับกระดูกของข้า แล้วนำกลับบ้านเกิดได้หรือไม่? ข้าเกิดที่เมืองหานถาน แดนเหนือ หากสะดวก ก็ฝังข้าไว้ริมบึงหานถาน หากไม่สะดวกก็ช่างเถิด อย่าฝืนตนเอง”
เจตจำนงนั้นสลายไปจนหมดสิ้น
เจียงจ้าวเยี่ยกำแผ่นหยกบันทึก นั่งนิ่งอยู่นาน
เขารู้สึกแสบตาขึ้นมาเล็กน้อย
ครู่ใหญ่ต่อมา เจียงจ้าวเยี่ยลุกขึ้น เก็บแผ่นหยกบันทึกกับกระจกสำริดใส่กระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง จากนั้นเดินไปยืนตรงหน้าโครงกระดูก แล้วค้อมคำนับอย่างจริงจัง
“ผู้อาวุโส ขอบคุณสำหรับสิ่งที่มอบให้ เมืองหานถานใช่ไหม ผมจำไว้แล้ว ถึงตอนนี้ผมจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร แต่ท่านวางใจเถอะ ถ้าผมมีความสามารถเมื่อไร ผมจะส่งท่านกลับบ้านเกิด ให้กลับคืนสู่ผืนดินที่จากมาแน่นอน”
โครงกระดูกย่อมไม่ตอบเขา
ภายในถ้ำน้ำแข็งเงียบสนิท มีเพียงหยดน้ำจากแท่งน้ำแข็งไกลออกไปที่ร่วงลงทีละหยด คอยนับเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ณ มุมอับที่ถูกลืมแห่งนี้
……
ในแผ่นหยกบันทึกเคยกล่าวไว้ว่า ภายในถ้ำพำนักมีค่ายกลรวมพลังวิญญาณแบบง่ายกับเขตเก็บของ ค่ายกลรวมพลังวิญญาณอยู่ในเตียงหยกเย็น ส่วนเขตเก็บของอยู่ด้านหลังเตียง
เจียงจ้าวเยี่ยเดินอ้อมแท่นหิน แต่ผนังกลับเรียบสนิท ไม่มีรอยแยกแม้แต่น้อย เขานั่งยอง ๆ คลำหาอยู่พักหนึ่ง ก่อนกดลงบนแผ่นหินก้อนหนึ่ง เสียงครืนดังขึ้น ทางเดินแคบ ๆ ก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
ทางเดินไม่สูงไม่เตี้ย เจียงจ้าวเยี่ยซึ่งสูงเกือบ 170 เซนติเมตรสามารถเดินหลังตรงผ่านไปได้พอดี เขาเดินไปประมาณสิบกว่าก้าว ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็พลันเปิดกว้าง
ที่นี่เป็นห้องด้านข้างซึ่งเล็กกว่าห้องน้ำแข็งหลักมาก มีพื้นที่ราวสิบกว่าตารางเมตร มุมห้องมีหีบไม้หลายใบวางกองกัน บนหีบมีน้ำค้างแข็งบาง ๆ จับอยู่ สองใบเปิดอ้า ภายในยังมีร่องรอยเหมือนถูกค้นมาก่อน คาดว่าเจ้าของถ้ำคงหยิบของไปใช้เอง
เขารีบเดินไปดูหีบไม้ที่เปิดอยู่ก่อน
ข้างในเรียงม้วนหนังสัตว์ไว้เป็นตั้ง ๆ อย่างเป็นระเบียบ ยังมีแผ่นหยกบันทึกกระจัดกระจายอยู่อีกจำนวนหนึ่ง
เขาหยิบม้วนหนึ่งขึ้นมาคลี่ส่ง ๆ ตัวหนังสือแน่นขนัดเต็มแผ่น แทรกด้วยภาพแสดงเส้นลมปราณในร่างกาย ดูแล้วน่าจะเป็นตำราวิชา
แต่เจียงจ้าวเยี่ยอ่านอักษรเหล่านี้ไม่ออก จึงได้แต่ม้วนหนังสัตว์เก็บกลับไป ก่อนหันไปดูหีบไม้อีกใบข้าง ๆ
หีบใบนี้ใส่ของจิปาถะ
มีทั้งขวดโหลกับถุงผ้าขนาดต่าง ๆ เขาหยิบขวดหยกใบหนึ่งขึ้นมา เปิดดูข้างในเป็นเม็ดยาสีน้ำตาลเข้ม เขาเทออกมาหนึ่งเม็ดใส่ฝ่ามือ แล้วยกขึ้นดม มีกลิ่นยาเจือกลิ่นข้าวจาง ๆ
ดวงตาเจียงจ้าวเยี่ยเป็นประกาย เขาจำได้ว่านี่คือโอสถปี้กู่ที่แผ่นหยกบันทึกเคยอธิบายไว้ ยังมีกลิ่นหอมอยู่ แปลว่าตามที่แผ่นหยกระบุ มันยังไม่เสีย
เด็กหนุ่มวัยกำลังโตที่หิวจนแทบขาดใจลังเลอยู่เพียงครึ่งวินาที ก่อนจะงับกลืนลงไปทั้งเม็ด อมในปากก็ละลายทันที
กระแสอุ่นสายหนึ่งไหลลื่นจากหลอดอาหารลงสู่กระเพาะ เพียงชั่วพริบตา ความอิ่มอุ่นอันน่าอัศจรรย์ก็แผ่ซ่านไปทั่วกระเพาะที่เมื่อครู่ยังปวดแปลบเพราะความหิว จากนั้นความอบอุ่นหลังอิ่มท้องก็ค่อย ๆ แผ่ไปทั่วแขนขาและร่างกาย
ความสุขจากการได้อิ่มเอิบเอ่อขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ เจียงจ้าวเยี่ยน้ำตาคลอ
ความซาบซึ้งที่มีต่อเจินเหรินหานอวี้พุ่งขึ้นถึงขีดสุดในชั่วขณะนั้น
หากเป็นผู้บำเพ็ญคนอื่น คงไม่มีทางอธิบายละเอียดถี่ยิบเหมือนนาง ตั้งแต่หน้าตาของโอสถไปจนถึงวิธีดูว่าหมดอายุหรือยัง หากไม่เช่นนั้น ด้วยสภาพที่เจียงจ้าวเยี่ยไม่รู้อะไรเลยและอ่านหนังสือไม่ออก เขาคงแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเม็ดไหนกินได้ เม็ดไหนกินไม่ได้
บุญคุณนี้ชดใช้ไม่หมดจริง ๆ!
เจียงจ้าวเยี่ยปิดฝาขวดทั้งน้ำตาคลอ เก็บใส่กระเป๋า แล้วรีบค้นถุงที่เดิมวางอยู่ใต้ขวดหยกต่อทันที ถุงใบนั้นค่อนข้างใหญ่ ยกขึ้นมาแล้วหนักพอสมควร เขาดึงปากถุงออก แสงที่สะท้อนจากข้างในพลันวาบเข้าตา
ข้างในกลับมีผลึกใสขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันหลายสิบก้อน เมื่ออยู่ใต้ไข่มุกส่องสว่างที่ฝังอยู่บนเพดานห้อง แสงก็สะท้อนวูบวาบจนแสบตาเล็กน้อย
เจียงจ้าวเยี่ยรู้สึกใจเต้นแรงขึ้น เขาหยิบก้อนหนึ่งออกมาพินิจอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง หัวใจก็เต้นตึกตักไม่หยุด
ศิลาวิญญาณ
พูดให้ถูก ในคำอธิบายของแผ่นหยกบันทึกเรียกมันว่าศิลาวิญญาณ บนดาวสีครามที่เจียงจ้าวเยี่ยอาศัยอยู่ก็มีสิ่งเดียวกัน หนังสือเรียนของโรงเรียนเรียกมันว่าแร่พลังวิญญาณ
ในศตวรรษแห่งการฟื้นคืนพลังวิญญาณ ผู้มีพลังวิญญาณใช้แร่ชนิดนี้ฝึกฝนและสร้างแกนพลังงาน แต่เมื่อพัฒนามาถึงยุคปัจจุบัน แร่พลังวิญญาณก็ถูกขุดขึ้นมาเกือบหมดแล้ว ทั้งยังสกัดพลังวิญญาณบริสุทธิ์สูงด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ นำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ได้สารพัดอย่างเช่นเดียวกับน้ำมัน ทุกวันนี้แทบไม่มีศิลาวิญญาณดิบวางขายตามท้องตลาด เช่นเดียวกับที่ไม่ค่อยมีใครได้สัมผัสน้ำมันที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากแหล่งผลิต...
ถ้าผลึกไม่กี่ก้อนนี้เป็นของจริง มูลค่าคงไม่น้อย
ในยุคพลังวิญญาณ สิ่งนี้ถือเป็นแร่ล้ำค่าอย่างแท้จริง
เจียงจ้าวเยี่ยข่มความตื่นเต้นในใจ ผูกปากถุงผ้าอย่างระมัดระวังแล้ววางกลับลงในหีบ
เขาค้นหีบที่เหลือต่อ ส่วนใหญ่มีขวดโหลกับกล่องหยก บรรดาขวดโหลล้วนว่างเปล่า มีเพียงไม่กี่ใบที่ยังมียาอยู่ ฉลากก็หลุดหายไปเกือบหมด ส่วนกล่องหยกกว่าสิบใบที่ค้นเจอข้างในยังมีสมุนไพรที่เขาไม่รู้จักเก็บอยู่ เขาไม่กล้าแตะส่ง ๆ กลัวว่าจะเป็นของมีพิษ
ในหีบอีกใบมีเครื่องมือโลหะอยู่หลายชิ้น ดูคล้ายชิ้นส่วนที่ยังประกอบไม่เสร็จ เขาไม่รู้ว่ามันเอาไว้ทำอะไร จึงไม่กล้าแตะเหมือนกัน
หลังจากค้นหีบทุกใบจนทั่ว เจียงจ้าวเยี่ยก็ยังหาเสื้อผ้าสักชิ้นที่ใช้ปกปิดร่างกายไม่เจอ เขาเดินออกจากห้องด้านข้างด้วยสีหน้าราวกับจะร้องไห้ แล้วไปหาถุงเก็บของที่แผ่นหยกบันทึกกล่าวถึง
ได้ยินว่าต้องใช้จิตหยั่งรู้เปิด... คงหมายถึงพลังจิตหรือเปล่า?
แต่เจียงจ้าวเยี่ยยังไม่ผ่านเกณฑ์การตื่นพลังด้วยซ้ำ บทความแนะนำที่เด้งขึ้นมาในเว็บไซต์ข้อมูลการศึกษาเขียนไว้ว่าต้องมีพลังวิญญาณระดับ 2 ก่อน พลังจิตถึงจะแผ่ออกมาได้เพียงนิดเดียว ก่อนหน้านี้ที่เขาลองแตะแผ่นหยกบันทึกก็แค่เลียนแบบไปเรื่อย เผื่อฟลุกได้ผลขึ้นมา
แต่เขาหนาวจนทนไม่ไหวแล้ว สำหรับความหวังสุดท้ายที่จะได้เสื้อผ้ามาปกปิดร่างกายและกันหนาว เขาจึงทำได้แค่กัดฟันลองดู
หลังกลืนโอสถปี้กู่ไปหนึ่งเม็ด กำลังของเจียงจ้าวเยี่ยก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่นานเขาก็กลับไปถึงโต๊ะหนังสือ ซึ่งก็คือโต๊ะหินที่เขาพบเป็นอย่างแรก เขาหยิบถุงหอมปักลายประณีตขึ้นมา พู่ห้อยสวยงามปัดผ่านแขน ชวนให้รู้สึกสง่างามละเมียดละไม และช่วยปลอบประโลมใจลงอย่างน่าประหลาด
