สาวหางม้าหน้าบึ้งด้วยโทสะ ชี้หลินฮ่าวและเด็กหนุ่มผมดำ พูดจาเอาแต่ใจไร้เหตุผล
หากอีกฝ่ายไม่ใช่สตรี ทั้งยังหน้าตางดงาม หากทำท่าทางเช่นนี้บ่อยครั้งยามอยู่ข้างนอก เกรงว่าคงถูกสั่งสอนมาไม่น้อยแล้ว
เมื่อเผชิญข้อกล่าวหาของสาวหางม้า หลินฮ่าวยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แสร้งทำเป็นคนตาบอดต่อไป
อีกทั้งเรื่องที่ทำให้คนบาดเจ็บเมื่อครู่ ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“หา? ข้าทำให้เพื่อนของเจ้าบาดเจ็บงั้นหรือ?”
เด็กหนุ่มผมดำกลับทำหน้างุนงง ถามอย่างประหลาดใจ “เพื่อนของเจ้าคือใคร? อยู่ที่ไหน?”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เลย
หรือไม่ก็อาจกำลังตีเนียน แสร้งทำเป็นโง่
“ก็ข้าเองน่ะสิ”
ชายหนุ่มร่างเตี้ยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าทั้งคับแค้นใจ เศษดาบยังคงปักค้างอยู่บนแขน
เขาไม่กล้าดึงออก เพราะหากดึงออกจะเสียเลือดมาก
อาการบาดเจ็บเช่นนี้ คงต้องไปขอให้นักเวทผู้ชำนาญคาถาวิชารักษาช่วยแล้ว
“ดาบเล่มนี้ไม่ใช่ของข้า เหตุใดข้าจึงทำเจ้าให้บาดเจ็บได้”
เมื่อเห็นดังนั้น เด็กหนุ่มผมดำเบิกตากว้างแล้วรีบปฏิเสธ
“ไอ้หนู เจ้าอย่ามาทำเนียน!”
เมื่อได้ยินคำนั้น ชายหนุ่มร่างเตี้ยก็โกรธจัดขึ้นมาทันที
“พวกเจ้ามีเรื่องอะไรกัน?!”
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงตะคอกทุ้มต่ำก็ดังขึ้น
ทุกคนรู้สึกเครียดเล็กน้อยแล้วรีบหันไปทางประตูห้องเรียน
ก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่นั่นโดยไม่ทันตั้งตัว
คนผู้นี้สวมอาภรณ์อาจารย์ประจำสำนักศึกษาสีม่วง ดวงตาแข็งกร้าว
ใบหน้านั้นคืออาจารย์อู๋ฉือผู้เป็นกรรมการสอบประเมินเมื่อวาน
“อาจารย์อู๋ฉือ”
เหล่าศิษย์ใหม่ในห้องเรียนต่างก็ร้องเรียกขึ้นอย่างเป็นเสียงเดียวกัน
เมื่อเห็นผู้มาเยือน หลินฮ่าวเลิกคิ้วน้อย ๆ ถือว่าบังเอิญไม่น้อย
อู๋ฉือกวาดตามองเศษดาบครึ่งเล่มที่ตกอยู่บนพื้น รวมถึงแผลที่แขนของชายหนุ่มร่างเตี้ย อดขมวดคิ้วหนาไม่ได้
เขาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วถามชายหนุ่มร่างเตี้ยด้วยน้ำเสียงทุ้มว่า “แขนของเจ้าเหตุใดจึงเป็นแผลเช่นนี้? เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้า...”
ชายหนุ่มร่างเตี้ยกลับอ้ำอึ้ง
เห็นได้ชัดว่าเขายังพอมีสติอยู่บ้าง
