"คิดร้ายกับข้า รนหาที่ตายชัดๆ"
หลินเฟิงสีหน้าเย็นชา ยกเท้าขวาขึ้น กระทืบลงบนข้อเท้าของอีกฝ่ายอย่างแรง
เท้านี้ เขาแทบจะทุ่มแรงทั้งหมดที่มี
"แกร๊ก!"
เมื่อกระทืบลง ก็มีเสียงกระดูกหักดังออกมาในทันที
ข้อเท้าของเด็กฝึกงานคนนั้น ระเบิดแตกในชั่วพริบตา จากนั้นล้มลงกับพื้นกรีดร้องไม่หยุด
เมื่อเห็นภาพนั้น พ่อครัวอ้วนและคนอื่นๆ สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต่างมองมาที่หลินเฟิงด้วยความตกตะลึง
เขามองเห็นหรือ?
เป็นไปไม่ได้!
สำหรับบุรเขยใหญ่ตระกูลจ้าวคนนี้ พวกเขารู้เรื่องราวความเป็นมาของอีกฝ่ายดีเป็นอย่างยิ่ง
"ได้ยินว่าคนตาบอดหูไวมาก เขาคงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว เลยรู้ว่ามีคนมาขวางทางข้างหน้าหรือ?"
พ่อครัวใหญ่อ้วนขมวดคิ้วหนาเข้าหากัน หาข้อสรุปให้ตัวเอง
"ข้าอยากดูนัก ว่าเจ้าเป็นคนตาบอดจริงหรือตาบอดปลอม!"
เมื่อมองเห็นรอบข้างล้วนเป็นพรรคพวกของตน เขาก็ทำสีหน้าดุร้ายเดินเข้าไปหาหลินเฟิง
ฟิ้ว!
ฝ่ามืออ้วนใหญ่ ฟาดลงมาที่หัวของหลินเฟิง
ฉัวะ——!
ทว่าขณะนั้นเอง แมลงวันกังฟูก็พุ่งทะยานออกจากไหล่ของหลินเฟิงอย่างรวดเร็ว ราวกับแสงสีดำวาบผ่านไปในพริบตา
ชั่วอึดใจต่อมา ฝ่ามือที่ยกขึ้นของพ่อครัวใหญ่อ้วน ก็ถูกตัดนิ้วมือสามนิ้วอย่างชัดเจน เลือดพุ่งกระฉูด
"อ๊าก! มือข้า!!"
พ่อครัวใหญ่อ้วนร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือด มองดูฝ่ามื้อเนื้อที่ถูกตัดนิ้วไปสามนิ้วด้วยความหวาดกลัว เจ็บจนเหงื่อเย็นไหลโซมกาย
เมื่อเห็นเหตุการณ์นั้น พ่อครัวที่อยู่ด้านหลังหลายคนก็ตะลึงงัน สีหน้าตื่นตระหนก
เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แค่ชั่วพริบตาทำไมมือของพ่อครัวใหญ่ถึงถูกตัดนิ้วขาดสามนิ้วได้
พวกเขามั่นใจมากว่า เมื่อครู่ไม่เห็นหลินเฟิงมีการเคลื่อนไหวใดๆ เลย
เหตุการณ์ชวนเหลือเชื่อเช่นนี้ ทำให้พ่อครัวทั้งหมดตกตะลึงในชั่วขณะ!
ตอนนี้แมลงวันกังฟูได้กลับมาเกาะบนไหล่ของหลินเฟิงอีกครั้ง กำลังเลียเลือดที่เปื้อนขาหน้าอย่างแผ่วเบา เยือกเย็นประดุจนักฆ่า
หลังจากผ่านการเสริมพลังและได้รับทักษะเคียวโลหิต ขาและกรงเล็บของแมลงวันกังฟูก็คมกริบดั่งใบมีด พลังต่อสู้ก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก
เป็นแค่พ่อครัวใหญ่อ้วนที่เป็นคนธรรมดา จะจับวิถีการโจมตีของแมลงวันกังฟูได้อย่างไร กระทั่งยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำร้ายตน
"เร็วถึงเพียงนี้!"
เมื่อได้ประจักษ์ถึงพลังของแมลงวันกังฟู หลินเฟิงรู้สึกใจเต้นแรง
แม้แต่แมลงวันตัวเดียวเมื่อเสริมพลังแล้วยังร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ หากเปลี่ยนเป็นสัตว์ระดับสูงกว่า หรือสัตว์ร้าย จะไม่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเชียวหรือ?!
"ตอนนี้ข้ายังสามารถจับสัตว์เลี้ยงได้อีกสี่ตัว ข้าต้องหาเงินมาบ้างแล้ว"
เมื่อได้ลิ้มรสหวานจากระบบ หลินเฟิงเวลานี้จิตใจทะเยอทะยาน ตั้งใจจะเสริมสร้างกองทัพสัตว์ขึ้นมา
ทว่า การจับสัตว์ยังพอจะทำได้อยู่บ้าง แต่เรื่องเงินทองกลับไม่ใช่แค่ทำงานมากก็ได้มากง่ายๆ อย่างนั้น
ดังนั้นในตอนนี้ มีเพียงการหาเงินให้ได้เร็วเท่านั้นที่เป็นหนทางที่ถูกต้อง
ถึงอย่างไร ระบบเสริมพลังระดับต่ำสุดก็ต้องใช้เงินถึงหนึ่งหมื่นตำลึง ตอนนี้เขาหมดตัว จำต้องหาหนทางหาเงินเร็ว
ขณะกำลังคิดในใจ หลินเฟิงก็ก้าวเท้าเดินจากไปอย่างมั่นคง
ท่าทางที่สงบนิ่งไม่เร่งรีบนั้น ทำให้พ่อครัวที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างยังหวาดกลัวไม่หาย ไม่กล้าหาราวีต่อ
เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่จวนสกุลจ้าว หลินเฟิงก็เงยหน้าขึ้น
แมลงวันกังฟูก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน
เงียบสงบ ชมแสงสุดท้ายยามอาทิตย์อัสดง
แสงสีส้มทองทาบลงบนใบหน้าที่มีโครงหน้าคมคายของเขา ดวงตาสีขาวเทาคู่นั้น เผยความมั่นใจจางๆ ออกมา
นับตั้งแต่ทะลุมิติมา หลินเฟิงไม่เคยรู้สึกสดชื่นเบิกบานเช่นวันนี้มาก่อน
เดินอยู่บนถนนที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนและรถม้า หลินเฟิงสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความแปลกใหม่
นับเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่นี่คือครั้งแรกที่เขาได้เห็นทิวทัศน์ของเมืองแห่งนี้ ดูคล้ายสถาปัตยกรรมโบราณในชาติก่อนอยู่บ้าง
และเมื่ออายุมากขึ้น หลินเฟิงก็มีความเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับทวีปแห่งนี้
ทวีปนี้มีชื่อว่าทวีปชางฉง ไม่มีสำนักหรือผู้บำเพ็ญเซียนอย่างในนิยายทั่วไป
นักรบและจอมเวท ต่างหากคือผู้ฝึกตนหลักของโลกใบนี้!
รองลงมาก็คือเคล็ดวิชา!
เคล็ดยุทธ์แบ่งเป็น ฟ้า, ปฐพี, ทมิฬ, สุริยัน
ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกัน หากมีเคล็ดยุทธ์เหนือกว่าอีกฝ่าย เมื่อประลองกันก็จะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบอย่างมาก
ส่วนวิชาของจอมเวทนั้น ลึกล้ำซับซ้อนยิ่ง หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้เลย ต้องเข้าศึกษาในสำนักยุทธภพถึงจะมีโอกาสเรียนรู้
หลินเฟิงรู้สึกว่าความสามารถของตนในตอนนี้ เหมือนอาชีพที่ค่อนข้างหายากอย่างหนึ่งมากกว่า นั่นคือผู้ฝึกสัตว์
ทว่า ผู้ฝึกสัตว์อย่างเขา กลับเทียบเท่าปรมาจารย์ชั้นยอดที่สำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
เพียงการเสริมพลังหนึ่งครั้ง ก็สามารถทำให้สัตว์ตัวใดก็ตามภักดีอย่างสุดหัวใจ กระทั่งยกระดับพลังต่อสู้โดยรวมและวิวัฒนาการก้าวกระโดด ถามว่ามีผู้ฝึกสัตว์คนใดทำได้หรือ?
หลังจากเดินเตร็ดเตร่บนถนนครู่หนึ่ง ฝีเท้าของหลินเฟิงก็หยุดลงในที่สุดหน้าร้านค้าที่แขวนป้ายสีดำไว้
ป้ายนี้ สีดำสนิททั้งแผ่น ไม่มีตัวอักษรใดๆ กำกับไว้ ดูแล้วน่าประหลาดยิ่ง
คนทั่วไปอาจดูไม่ออก แต่ผู้รู้เรื่องบางคนกลับเข้าใจว่านี่คือร้านค้าชนิดพิเศษ เป็นจุดนายหน้าขายภารกิจลอบสังหาร
หลินเฟิงย่อมรู้ดีว่า เบื้องหลังของร้านแห่งนี้มีผู้ควบคุมใหญ่สองคน นั่นคือตระกูลจ้าวและตระกูลหลิน
ในตำหนักเทียนอู่ ตระกูลจ้าวเป็นเจ้าแห่งเงินตราที่ร่ำรวยที่สุด
ตระกูลหลินเป็นตระกูลยุทธ์โบราณ มีกำลังวังชาแข็งแกร่งที่สุด
การเปิดร้านค้าพิเศษเช่นนี้ ไม่เพียงต้องอาศัยการคุ้มครองจากกำลังรบที่แข็งแกร่ง ยังต้องใช้ทุนมหาศาลในการดำเนินงาน สองตระกูลจึงจำเป็นต้องร่วมมือกัน
ครึ่งปีก่อน เขาในฐานะเครื่องสังเวย ได้แต่งเข้าจวนสกุลจ้าว ทำให้ความสัมพันธ์แบบพันธมิตรแต่งงานของสองตระกูลบรรลุผล
ร้านมืดเบื้องหน้านี้ ก็คือจุดเริ่มต้นของความอัปยศที่เขาได้รับในตอนนั้น
"ในเมื่อเป็นจุดเริ่มต้น ก็ให้มันจบ ณ ที่นี่เถิด..."
มองร้านค้าเบื้องหน้า หลินเฟิงพึมพำกับตัวเอง หางตามองเห็นหมวกสานใบหนึ่งวางพิงอยู่ข้างกำแพงใกล้ๆ
เขายื่นมือเก็บขึ้นมา ใส่ลงบนศีรษะ
ชายหมวกมีผ้าสีดำห้อยลงมา ปกปิดใบหน้าของเขาไว้มิดชิด
หลินเฟิงก้าวเท้าเข้าร้านทันที ทันใดนั้นกลิ่นหอมจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก
ด้วยสายตาจากแมลงวันกังฟู หลินเฟิงเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามา
กลับเห็นสตรีที่กำลังจะออกจากร้าน อยู่ในชุดผ้าเรียบสีฟ้าอ่อนงดงาม รูปร่างอรชร ใบหน้างามล่มเมืองนั้น งดงามจนแทบหยุดหายใจ
"กลิ่นนี้... หรือว่าจะเป็นนาง?!"
หลินเฟิงขยับจมูกเล็กน้อย แม้แต่ก่อนจะมองไม่เห็น แต่กลิ่นหอมเฉพาะตัวของสตรีผู้นี้ เขากลับจำได้ในทันที
เพราะสตรีงดงามผู้นี้ ก็คือภรรยาที่มีแต่ชื่อของเขานั่นเอง จ้าวหลิงเอ๋อร์
ครึ่งปีที่ผ่านมา หลินเฟิงกับจ้าวหลิงเอ๋อร์พูดคุยกันน้อยมาก แต่เรื่องราวของฝ่ายหลัง เขาก็พอรู้คร่าวๆ อยู่บ้าง
จ้าวหลิงเอ๋อร์ไม่เพียงแต่รูปโฉมงดงาม ยังเป็นสตรีอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ด้านการค้า และในด้านการฝึกยุทธ์ก็ก้าวถึงขั้นจอมเวทระดับสี่แล้ว
ในตำหนักเทียนอู่นั้น จอมเวทมีจำนวนน้อยประหนึ่งขนนกยูง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงระดับที่สามารถก้าวไปถึงขั้นสี่
ดังนั้นในตระกูลจ้าวทั้งหมด สิทธิอำนาจและฐานะของนาง เป็นรองเพียงผู้นำตระกูลจ้าวเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นผู้ดูแลเบื้องหลังร้านมืดแห่งนี้
ส่วนจ้าวหลิงเอ๋อร์ เพื่อเพิ่มพูนกิจการของตระกูล แต่เพราะจิตใจสูงส่งหยิ่งทะนง ไม่อยากเสียตัวก่อนพบผู้ที่ถูกใจ จึงเลือกให้หลินเฟิงแต่งเข้าสกุล เป็นคนตาบอดที่ควบคุมได้
"ตอนนี้เจ้ามองว่าข้าต่ำต้อยเกินคู่ควร ภายหน้าข้าจะทำให้เจ้าได้แต่มองตามหลังอย่างสิ้นหวัง"
หลินเฟิงยิ้มเย็นที่มุมปาก เงียบไม่พูดไม่จา เดินสวนกับจ้าวหลิงเอ๋อร์ผ่านเลยไป...