อาการป่วยคราวนี้มาอย่างรุนแรง
ตอนแรกเซี่ยหรานรู้สึกแค่วิงเวียนหัว ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร เขาถอดเสื้อผ้าเองแล้วนอนขดตัวในผ้าห่มเพื่อระบายเหงื่อ
จนกระทั่งตอนบ่ายเสิ่นยวี่เหวยมาเรียกเขาไปกินข้าว พอเอามือแตะหน้าผากเขาถึงได้รู้ว่าตัวเขาร้อนไปทั้งตัว
เสิ่นยวี่เหวยหยิบปรอทวัดไข้จากกระเป๋าเดินทางออกมาวัดให้เขา ไข้ขึ้นถึง 39 องศาแล้ว
เซี่ยหรานลืมตาขึ้น เห็นเสิ่นยวี่เหวยนั่งอยู่ข้างเตียงของตัวเอง เขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังมีไข้สูง รู้สึกแต่มึนงงอยากนอนหลับ จึงหลับตาลงอีกครั้งพร้อมไล่ว่า "ออกไปข้างนอกสิ ฉันจะนอนแล้ว"
ครั้งนี้เสิ่นยวี่เหวยไม่สนใจอารมณ์งอแงของเขา
หันไปพูดกับจู้หมิงที่เดินเข้ามาว่า "ในหมู่บ้านปกติจะมีหมอที่คอยรักษาโรคอยู่ ไปถามผู้ใหญ่บ้านว่าอยู่ที่ไหน แล้วไปเชิญตัวมา"
หลิงหลิงหมอบอยู่ข้างเตียงคอยลูบหน้าผากของเซี่ยหรานเบาๆ พอได้ยินก็หันมาพูดว่า "หนูรู้ว่าอยู่ที่ไหน!"
จู้หมิงเดินตามหลิงหลิงออกไปด้วยกัน
หลินเฟิงหมอบลงในตำแหน่งที่หลิงหลิงเพิ่งอยู่ กำลังจะเอ่ยปากถามเซี่ยหรานว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทรมานไหม เสิ่นยวี่เหวยก็ยื่นปรอทวัดไข้ให้เขาพร้อมบอกว่า "เอาปรอทไปเก็บที่เดิม แล้วไปต้มน้ำร้อนมาหน่อย"
หลินเฟิงพยักหน้าอย่างแรง หยิบปรอทวัดไข้แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ในห้องเหลือแค่เซี่ยหรานที่ป่วยไข้ กับเสิ่นยวี่เหวยและเฮ่อจวิน
เฮ่อจวินยืนอยู่ข้างๆ รอให้เสิ่นยวี่เหวยสั่งงานให้ตัวเอง แต่รอไปพักใหญ่เสิ่นยวี่เหวยก็ไม่ได้เรียกเขาเลย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมุมไม่ดีเลยมองไม่เห็นเขา หรือเพราะรีบร้อนจนลืมเขาไปเลย เสิ่นยวี่เหวยนั่งอยู่ข้างเตียงเซี่ยหราน ดึงมือซ้ายของเซี่ยหรานออกมาจากผ้าห่ม เอานิ้วกดลงบนชีพจรของเขา คิ้วขมวดเข้าหากันเบาๆ ตลอดเวลา
เฮ่อจวินเห็นเขากำลังยุ่งอยู่กับการจับชีพจร จึงขยับตำแหน่งตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสายตาของเขา
