เมื่อทั้งสองออกจากคฤหาสน์ ก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง ซูเมี้ยวเมี้ยวก็ตามมาคล้องแขนหลินเซียวอย่างเปิดเผย ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
ในที่สุดก็คล้องแขนเขาได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องกังวลว่าหลินเซียวจะปฏิเสธอีกแล้ว
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างแสนวิเศษ
หลินเซียวเหลือบมองเธอ ริมฝีปากยกยิ้ม ตอนนี้พอมองซูเมี้ยวเมี้ยว ในใจก็พลันเกิดความอ่อนโยนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขาสังเกตเห็นท่าทางการเดินของซูเมี้ยวเมี้ยวผิดปกติ ในหัวพลันนึกถึงรอยแดงสดบนผ้าปูที่นอน
“ยังเจ็บอยู่ไหม?”
เขาถามด้วยเสียงอ่อนโยน
ซูเมี้ยวเมี้ยวมองเขาอย่างสงสัย ก่อนจะนึกขึ้นได้ ใบหน้าสวยพลันแดงเรื่อ เธอยกมือเล็ก ๆ ตีแขนหลินเซียวเบา ๆ
“ยังจะพูดอีกนะ” เธอแง่งอน
หลินเซียวหัวเราะ “ฉันพูดอะไรอีกล่ะ? ลืมไปแล้วหรือว่าใครพูดว่าให้ฉันขืนใจ?”
ซูเมี้ยวเมี้ยวเม้มริมฝีปาก ก่อนก้มหน้าซบแขนหลินเซียวอย่างรวดเร็ว ใบหน้าแดงก่ำราวกับแอปเปิลสุก
“โธ่เอ๊ย~”
เธอเอ่ยอย่างเขินอาย แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ตอนพูดประโยคนั้น เธออารมณ์พลุ่งพล่านจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ พอมานึกย้อนตอนนี้ก็อับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
“หนูไม่ได้พูดสักหน่อย คุณหนูอย่างฉันจะพูดอะไรแบบนั้นได้ยังไง น่าไม่อายจริง ๆ ต้องไม่ใช่ฉันพูดแน่ ๆ คุณฝันไปเอง ลืม ๆ ไปเถอะ”
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็รีบแก้ตัวขึ้นมาอีกครั้ง
