ซูปิ่งหลงพูดไม่ออก
เขาจำต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มีส่วนเป็นเพราะเหตุผลนั้นจริง ๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาคิดเผื่อซูเมี้ยวเมี้ยว!
ซูเมี้ยวเมี้ยวโต้กลับต่อว่า “ขี้ขลาดก็ยอมรับว่าขี้ขลาดสิ จะหาข้ออ้างอะไรอีก? คุณกลัวตระกูลจ้าว แต่ฉันไม่กลัว หลินเซียวก็ไม่กลัว จ้าวจวิ้นโดนซ้อมจนสะบักสะบอมขนาดนั้น หลินเซียวก็ยังอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?”
“คุณบอกว่าเขาไม่มีเบื้องหลัง นั่นก็เป็นแค่ความคิดของคุณ เขาไม่จำเป็นต้องมีเบื้องหลัง เพราะเขาเป็นเบื้องหลังให้คนอื่นต่างหาก!”
ฮึ!
ซูปิ่งหลงแค่นเสียงเย็นชา ก่อนกล่าวว่า “บางทีเขาอาจไม่กลัวตระกูลจ้าว บางทีตระกูลจ้าวอาจทำอะไรเขาไม่ได้ แต่คนอื่นล่ะ? คิดว่ามีแค่ตระกูลจ้าวหรือไง? ไม่รู้หรือว่าตระกูลจ้าวมีเบื้องหลังแบบไหน?”
“คนที่หนุนหลังตระกูลจ้าวอยู่ก็คือตระกูลลู่แห่งกรุงปักกิ่ง!”
น้ำเสียงหนักอึ้งนั้นดังก้องไปทั่วห้องรับแขก
แววตาของซูเมี้ยวเมี้ยวหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนความขมขื่นจะผุดขึ้นในใจอีกครั้ง
นี่คือเหตุผลที่หลินเซียวมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ครึ่งปีหรือ?
ฉันเป็นคนทำร้ายเขาหรือเปล่า?
จู่ ๆ เธอก็หมดความสนใจที่จะโต้เถียง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “คุณพูดถูก คุณพูดถูกทุกอย่าง คุณสนใจว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อได้ไหม แต่ฉันไม่สน ฉันสนแค่ว่าตัวเองมีความสุขหรือเปล่า”
พูดจบเธอก็หันหลังจากไป แผ่นหลังนั้นดูเศร้าสร้อยอยู่บ้าง แต่ที่เห็นชัดยิ่งกว่าคือความแน่วแน่
คุณนายซูมองตามด้วยความปวดใจ
ส่วนซูปิ่งหลงก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักใจ
