ปัง!
ประตูห้องกระแทกเข้ากับผนังดังอื้ออึง ทำให้คนสองคนที่กำลังสนทนากันสะดุ้งพร้อมกัน
หลิวเฉินกวงขมวดคิ้วแน่น
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหลินเซียวเดินเข้ามาจากด้านนอก มือทั้งสองล้วงกระเป๋า สีหน้าเปื้อนยิ้ม
ตรงทางเดินยังได้ยินเสียงครางด้วยความเจ็บปวด
ทันทีที่เห็นหลินเซียว หลิวเฉินกวงรู้สึกว่าหัวใจตนเองหยุดเต้นไปสองจังหวะอย่างเงียบงัน จากนั้นความโกรธเกรี้ยวก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ปัง!
อันชางไห่ตบโต๊ะแล้วลุกขึ้น ตวาดว่า “แกเป็นใคร? ใครอนุญาตให้เข้ามา? ยังกล้าเตะประตูฉันอีก อยากตายหรือไง!”
แววตาของเขาคมกริบ เปี่ยมไปด้วยอำนาจ
แต่สำหรับหลินเซียวที่ถูกนักบุญหญิงกดขี่มาเป็นเวลานาน อำนาจแค่นี้ไม่ต่างอะไรจากเด็กประถมชี้หน้าด่าเขา
เขาไม่พูดอะไร เพียงยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ
กึก กึก กึก
เสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวอย่างแผ่วเบาดังขึ้น เจียงชูหนิงเดินเข้ามาจากด้านนอกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หลิวเฉินกวงหรี่ตา ความโกรธเกรี้ยวปั่นป่วนอยู่ในใจ
อันชางไห่หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางขมวดคิ้ว
“ประธานอัน โมโหอะไรขนาดนั้นคะ”
เจียงชูหนิงเดินเข้ามาพลางเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ แววตาเย็นชา
อันชางไห่เริ่มกระอักกระอ่วน
อย่างไรเสีย เมื่อเช้าเขาเพิ่งคุยโทรศัพท์กับเจียงชูหนิงและตกลงเรื่องความร่วมมือกันไป แต่พอตกบ่ายกลับมาคุยกับหลิวเฉินกวงเสียแล้ว
เขายิ้มแล้วเอ่ยว่า “อ้อ ที่แท้ก็ผู้จัดการเจียงนี่เอง”
เจียงชูหนิงปรายตามองอย่างเย็นชา ก่อนยกขาเตะเก้าอี้ตัวหนึ่งให้พ้นทาง แล้วหมุนตัวลงนั่ง
